Monday, May 23, 2016

อนาคตของอุตสาหกรรมดิจิทัล รุ่งหรือร่วง



             เทคโนโลยีดิจิทัลในยุคนี้เป็นเรื่องของการเชื่อมโยงกัน (Connectivity) ที่จริงการเชื่อมโยงด้วยอินเทอร์เน็ตในรอบกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาได้พัฒนามาแล้วสามยุค  ยุคแรกของอินเทอร์เน็ตเป็นการเชื่อมโยงคนกับข้อมูล เราสร้างเว็บไซท์ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ได้ค้นหาและนำไปใช้ประโยชน์ ประกอบด้วยข้อมูลในรูปของสื่อผสม การเชื่อมโยงคนกับข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตช่วยให้คนเราพัฒนาด้านการสื่อสารและการเรียนรู้แบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ยุคที่สองของอินเทอร์เน็ตเป็นการเสริมอินเทอร์เน็ตด้วย Social technology เกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างคนกับคน เป็นผลให้เกิดชุมชนใหญ่เล็กในโลกไซเบอร์ ทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนทำได้กว้างขวางมากขึ้น การเชื่อมโยงกลุ่มคนผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยสื่อสองทางเป็นผลให้รูปแบบการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้บริโภคซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้บริโภคที่คอยตั้งรับ (Passive consumer) กลับกลายเป็นผู้บริโภคที่เล่นบทรุก (Active consumer) อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ธุรกิจต่างต้องปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดใหม่หมด จากการเน้นขายสินค้ามาเป็นเน้นประโยชน์ที่เกิดจากการใช้สินค้าแทน

บัดนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่อินเทอร์เน็ตยุคที่สาม ในยุคนี้เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างสรรพสิ่งบนโลกใบนี้  รู้จักในชื่อว่า Internet of Things (IoT) และ Internet of Everything (IoE)  สรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีกายภาพหรือไม่มีกายภายต่างสามารถเชื่อมโยงกันได้ เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์สารพัดชนิดได้อย่างมีประสิทธิผลและในวงกว้าง นำไปสู่กระบวนการทำงานอัตโนมัติยุคใหม่ที่นิยมเรียกว่า Pervasive Digital Automation เป็นระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงคนทำงาน ระบบงาน และอุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ ในโรงงาน รวมทั้งเชื่อมโยงกับวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิตและสินค้าที่ผลิตสำเร็จออกสู่ตลาด ทั้งหมดนี้ต่างเชื่อมโยงกันให้เป็น IoT/IoE เกิดเป็นกระบวนทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ผลคือทำให้โลกเราก้าวเข้าสู่พัฒนาการการทำธุรกิจในยุคที่เรียกว่า Global Value Chain ซึ่งหมายถึงระบบธุรกิจที่ทำกิจกรรมแบบบูรณาการทั้งภายใน “Top Floor” คือระบบทำงานในสำนักงาน และภายใน “Shop Floor” คือระบบงานในโรงงาน ทั้งระบบ Top Floor และ Shop Floor ต่างเชื่อมโยงกันให้เป็น IoT/IoE และให้ทำงานภายในสภาพแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันแบบ End-to-End ไม่เพียงแต่ภายในองค์กร แต่ข้ามหน่วยงานและข้ามประเทศ จนกลายเป็นระบบ Global Value Chain ที่ทำงานแบบ End-to-End online แบบครบวงจร ระบบซอฟต์แวร์ที่รองรับการทำงานลักษณะที่กล่าวต้องถูกออกแบบใหม่ให้ทำงานเป็น Platform และบริการด้วย Software services ในลักษณะเป็น Autonomous หรือ Intelligent agents พัฒนาการของการทำงานแบบบูรณาการทั้ง Top Floor และ Shop Floor ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนี้นิยมเรียกว่า Industry 4.0 หรืออุตสาหกรรมยุคที่ 4.0 โดยทั้งหมดนี้เป็น Business Logic ใหม่ที่เกิดจากการปฏิรูปการทำธุรกรรมโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้

พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามที่กล่าวข้างต้นทำให้อุตสาหกรรมดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างมาก เปลี่ยนทั้งเทคโนโลยี ทั้งผลิตภัณฑ์ทั้งด้านสินค้าและบริการ เป็นเหตุให้เกิดคำถามว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลโดยเฉพาะของไทยในอนาคตจะรุ่งหรือจะร่วงอย่างไร

ท่านจะเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจตามแนวทางดังกล่าวต้นอย่างละเอียดได้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในงานสัมมนาและนิทัศการนา ๆ ชาติ “ดิจิทัลไทยแลนด์ 2016” จัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2016 โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร



Thursday, April 14, 2016

ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เป็นรูปแบบ Cyber-Physical Systems ตอนที่ 4



           บทความตอนที่สามได้พูดถึงแนวคิดของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ (Economic Transformation) และการปฏิรูปแนวทางการทำธุรกิจ (Business Transformation) ที่เกิดจากอิทธิพลของพัฒนาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ตอนที่ 4 นี้ ภายใต้หัวข้อ “Cyber-Physical System” จะกล่าวถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจที่อาศัย Internet of Everything (IoE) ช่วยเชื่อมโยงการทำธุรกิจในโลกไซเบอร์และโลกกายภาพที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจครั้งใหญ่ อันเป็นวิธีหนึ่งที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการทำธุรกิจและการปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ

Cyber-Physical System (CPS) 

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจากนี้ไปคนเราจะทำธุรกิจในโลกสองใบ คือโลกดิจิทัล หรือโลกไซเบอร์ (Cyber World) และโลกกายภาพ (Physical World) โดยโลกไซเบอร์จะทำงานส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูล  เช่นข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้าและลูกค้า กระบวนการที่เกี่ยวกับการทำงานด้านต่าง ๆ ในรูปซอฟต์แวร์ เช่นกระบวนการสั่งซื้อสินค้าและกระบวนการชำระเงิน และบริการงานด้านต่าง ๆ ที่อยู่รูปของซอฟต์แวร์เช่นบริการตรวจสอบสถานภาพสินค้าคงคลังและบริการสั่งจ่ายเงินจากบัญชีในธนาคาร  โลกไซเบอร์มีรูปแบบที่ประกอบด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันและส่วนใหญ่เป็นการเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเครือข่ายบริการที่มีลักษณะบริการคลาวด์ (Cloud services) หรือที่เรียกันว่า “Cyber in Cloud” โลกไซเบอร์ในอนาคตยังจะรวมทั้งส่วนที่ทำงานเป็นดิจิทัลภายในตัวเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในลักษณะของ Embedded Systems เช่นระบบซอฟต์แวร์ที่ฝังตัวเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ รวมทั้งเฝ้าติดตามการทำงานของตัวเครื่องจักร ระบบซอฟต์แวร์ที่ฝังตัวในเครื่องจักรถูกเรียกว่า “Cyber on Devices” พัฒนาการด้านซอฟต์แวร์ฝังตัวในเครื่องจักรและอุปกรณ์จะก้าวหน้าต่อไปอย่างมากจนถึงขั้นที่เครื่องจักรและอุปกรณ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริการภายใต้การทำงานของ Business processes ที่มีลักษณะเป็นระบบซอฟต์แวร์ ทำให้สามารถออกแบบกระบวนการผลิตให้มีลักษณะครบวงจรที่ทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพและประหยัดมากขึ้น

ในส่วนที่เป็นโลกกายภาพนั้น เป็นส่วนที่ประกอบด้วยสรรพสิ่งที่เป็นกายภาพ ตั้งแต่เครื่องจักร อุปกรณ์ สินค้า วัสดุ สถานที่ทำงาน รวมทั้งคนด้วย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เช่น Sensor (ทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณข้อมูลจากอุปกรณ์ไปสู่ภายนอก) หรือ Actuator (อุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนให้อุปกรณ์ทำงาน หรือกระตุ้นให้เกิดการทำงานได้) เป็นอุปกรณ์ฝังตัวชนิดหนึ่งที่ช่วยเชื่อมโยงสิ่งที่มีกายภาพเข้ากับระบบข้อมูลและระบบซอฟต์แวร์ในโลกไซเบอร์เพื่อทำให้กระบวนการในโลกทั้งสองใบทำงานเป็นระบบเดียวกัน โดยสิ่งที่อยู่ในโลกกายภาพทำหน้าที่ผลิตสินค้าและประกอบกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับด้านกายภาพ เช่นผลิตสินค้าและขนส่งสินค้า ในขณะที่ระบบข้อมูลและซอฟต์แวร์ในโลกไซเบอร์เป็นส่วนต่อเติมความฉลาดและกระบวนการอัตโนมัติเพื่อให้ระบบงานในโลกกายภาพมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตภาพและมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

Cyber-Physical System (CPS) จึงหมายถึงระบบงานที่รวมการทำงานในโลกไซเบอร์ คือ Cyber in Cloud และ Cyber on Devices และระบบงานที่ทำงานโดยอาศัยสรรพสิ่งที่มีกายภาพภายในโลกกายภาพตามที่กล่าวข้างต้น เป้าหมายหลักของระบบ CPS คือทำให้ทุกสิ่งอย่างในโลกกายภาพอยู่ในรูปแบบที่จัดการได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลหรือไอที และเมื่อทำงานบูรณาการกับซอฟต์แวร์และข้อมูลในโลกไซเบอร์จะทำให้สรรพสิ่งบนโลกกายภาพมีความฉลาดมากขึ้น นำไปสู่การสร้างผลผลิตใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน CPS จึงเป็นระบบงานที่จะถูกออกแบบให้รองรับแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อช่วยพัฒนาระบบเศรษฐกิจของโลกไปในทิศทางที่จะช่วยแบ่งปันทรัพยากร (Resource sharing) มีการร่วมมือกัน (Collaborative) และร่วมกันสร้างคุณค่า (Value co-creation) เพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความยั่งยืนมากขึ้น (A sustainable economy) 


ตัวอย่างของ CPS: การบริการในร้านขายก๊วยเตี๋ยว

ร้านขายก๊วยเตี๋ยวยอดนิยมมักจะพบปัญหาช่วงที่มีลูกค้าเข้าร้านพร้อมกันจำนวนมาก ๆ ความสับสนเกิดขึ้นตั้งแต่การรับใบสั่ง ซึ่งแต่ละคนมักมีความต้องการแตกต่างกัน บ้างต้องการก๊วยเตี๋ยวแห้ง บ้างก๊วยเตี๋ยวน้ำ ใส่ถั่วงอก ไม่ใส่ถั่วงอก ต้นยำบ้างไม่ยำบ้าง เส้นเล็กบ้าง เส้นใหญ่บ้าง หรือเกาเหลาไม่เส้นไม่งอก นอกจากนี้ ยังมีบริการน้ำดื่มหลากหลายชนิดที่เพิ่มความสับสนมากยิงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นการบริการ Customization เต็มรูปแบบ ลูกค้านอกจากต้องยืนรอคิวคอยโต๊ะว่าง ยังมีปัญหาว่าเมื่อได้ที่นั่งแล้ว อาจได้อาหารไม่ตรงตามสั่งเนื่องจากความสับสนที่เกิดจากคนทำและคนบริการ จุดสับสนที่สร้างความไม่พอใจให้ลูกค้ามีได้ในทุก ๆ จุดตลอดทั้งกระบวนการบริการ ตั้งแต่ยืนรอคิว การรับใบสั่ง การบริการอาหารจนถึงการชำระเงิน ปัญหาทั้งหมดเป็นจุดอ่อนของระบบงานที่ทำงานภายในโลกกายภาพตามลำพัง และเกิดจากข้อจำกัดของมนุษย์

CPS ช่วยลดความสับสนได้  ในกรณีนี้เก้าอี้ทุกตัว โต๊ะทุกตัว ชามก๊วยเตี๋ยวทุกใบในร้านจะถูกติดด้วย sensors ให้เป็นส่วนหนึ่งของ Internet of Things (IoT) เมื่อลูกค้าเดินเข้าร้าน (เพื่อง่ายต่อการอธิบาย สมมุติว่าไม่มีการจองโต๊ะล่วงหน้า ลูกค้ามาคนเดียวและไม่ต้องรอคิว) ทางร้านจะจับสัญญาณจากเครื่องโทรศัพท์มือถือ และโยงชื่อหรือเลขรหัสลูกค้าเข้ากับเบอร์โต๊ะและเบอร์เก้าอี้ ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งไปเก็บไว้ใน Cloud ลูกค้าเลือกรายการและสั่งซื้อได้จากเครื่องโทรศัพท์มือถือ รายการที่สั่งจะเก็บรวมกับเลขรหัสเก้าอี้และโต๊ะ  รายการสั่งจะเข้าคิวก่อนหลังเพื่อรอการปรุงต่อไป  คนปรุงก๊วยเตี๋ยวในครัวจะทำตามรายการในใบสั่งที่ปรากฏอยู่บนแผง LED ชามหรือภาชนะที่ใส่อาหารจะทำหน้าที่เชื่อมโยงกับเลขที่เก้าอี้และเลขที่โต๊ะโดยอัตโนมัติ เมื่อปรุงเสร็จและวางภาชนะในตำแหน่งที่มีตัวรับสัญญาณ  ลูกค้าก็จะรับแจ้งว่าอาหารที่สั่งนั้นปรุงเสร็จแล้วและกำลังจะถูกนำมาเสิร์ฟ พนักงานบริการก็จะอ่านข้อความได้จากตำแหน่งที่วางภาชนะว่าอาหารต้องนำไปเสิร์ฟที่เก้าอี้และโต๊ะตัวใด  เมื่อบริโภคเสร็จ ลูกค้าก็ชำระเงินได้ผ่านระบบ e-Payment จากเครื่องโทรศัพท์มือถือได้ทันที การบริการตลอดทั้งกระบวนการจากต้นจนจบเป็นไปอย่างเรียบง่าย รวดเร็วและไม่สับสนเป็นเพราะการทำงานร่วมกันระหว่าง Cyber และ Physical

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมุติการทำงานของ CPS โดยมี IoT เป็นตัวกลางเชื่อมโยงการทำงานของโลกไซเบอร์และโลกกายภาพ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะถูกนำไปเก็บไว้ในโลกไซเบอร์ Cyber in Cloud ส่วนกิจกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายก๊วยเตี๋ยวนั้นยังคงดำเนินต่อไปในโลกกายภาพ แต่ด้วย IoT เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเฉพาะตัวของลูกค้า กับตำแหน่งที่นั่งในร้าน รวมทั้งตัวภาชนะที่ใส่อาหารให้ไปปรากฏอยู่ในโลกไซเบอร์  ทำให้ระบบการทำงานที่รวมกิจกรรมทั้งสองโลกสามารถช่วยแก้ความสับสนได้ เป็นแนวคิดของการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ที่สร้างคุณค่าโดยแท้จริง



1.  รูปแบบการใช้ Cyber-Physical System (CPS) ในธุรกิจ

CPS ถูกออกแบบให้ทำงานตั้งแต่งานที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนไปจนถึงระบบงานง่าย ๆ พัฒนาการของ CPS ดำเนินไปตามแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่นับว่าจะเพิ่มความสามารถมากยิ่งขึ้น ยานพาหนะรุ่นใหม่ที่ไร้คนขับเป็นตัวอย่างของ Cyber-Physical System ที่มีความสลับซับซ้อนมาก ระบบ CPS ที่ติดตั้งระบบ Sensors ตลอดแนวสะพานขนาดใหญ่เพื่อคอยจับวัดความสั่นสะเทือนและความตึงเครียดของคอนกรีตและเหล็กที่รับน้ำหนักของสะพาน แล้วทำการวิเคราะห์ถึงความผิดปกติของสะพานอย่างต่อเนื่องเพื่อหามาตรการแก้ไขก่อนจะเกิดปัญหาจนเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
 
ระบบตรวจสอบย้อนกลับของอาหาร (Food Traceability) ถือได้ว่าเป็นระบบ Cyber-Physical System เช่นกัน อาหารที่เป็นสินค้ากายภาพแต่ละชิ้นมีรหัสแท่งหรือรหัส QR ติดประจำตัวอยู่ เมื่อเราอ่านรหัสแท่งหรือ QR ก็จะเชื่อมโยงสินค้ากับโลกไซเบอร์ที่เป็นระบบฐานข้อมูลกลางสินค้าที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าชนิดต่าง ๆ  เช่นข้อมูลด้านอาหารและยา ข้อมูลเกี่ยวกับทะเบียนอาหารฮาลาล ฯลฯ เราสามารถโปรแกรมให้นำข้อมูลนี้ตรวจสอบการปลอมแปลงของอาหารและยา รวมทั้งตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพของวัสดุที่ต้องใช้ตามข้อกำหนดในทุก ๆ ขั้นตอนของการผลิต  นอกจากนี้เรายังสามารถสร้างกระบวนการในรูปบริการซอฟต์แวร์ที่จะทำงานได้โดยอัตโนมัติภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่นถ้าพบอาหารปลอมแปลง ก็ให้รวบรวมหลักฐานส่งไปยังหน่วยงานที่รับเรื่องการร้องเรียนเพื่อดำเนินการลงโทษตามขั้นตอนต่อไป 

ระบบบริการรถแท็กซี่สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Uber หรือ Grab (GrabTaxi) หรือการบริการเช่ารถสมัยใหม่อื่น ๆ เป็นการบริการในระบบ Cyber Physical System เช่นกัน ส่วนให้บริการที่อยู่ในโลกกายภาพยังคงเป็นคนขับรถและตัวรถยนต์ และมีผู้โดยสารเป็นส่วนประกอบของกิจการในโลกกายภาพ ส่วนการบริการที่อยู่ในโลกไซเบอร์นั้นประกอบด้วยการบริการด้านข้อมูลบอกตำแหน่งรถแท็กซี่ที่ให้ผู้โดยสารเลือกได้ในแต่ละเวลา ข้อมูลเกี่ยวกับคนขับ ข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่และถนนทุกเส้น ฯลฯ รวมทั้งขั้นตอนการให้บริการตั้งแต่สั่งจองรถจนถึงการชำระเงิน ทั้งตัวรถยนต์และคนโดยสารถูกเชื่อมโยงให้เป็นส่วนหนึ่งของ IoT หรือให้เป็น Internet of Things ด้วยระบบ Global Positioning System (GPS) ผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างโลกทั้งสองใบดังที่กล่าวเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการบริการรถเช่าที่สร้างคุณค่าให้แก่ผู้โดยสารอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งในด้านความสะดวก ความปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดสามารถกดดันให้อุตสาหกรรมบริการรถเช่าต้องปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเพื่อการแข่งขันและความอยู่รอด

Cyber-Physical System เป็นแนวคิดสำคัญที่ใช้ออกแบบระบบธุรกิจใหม่ที่ใช้จุดแข็งของเทคโนโลยีดิจิทัลและจุดแข็งการทำกิจการจากกายภาพมาหล่อหลอมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ระบบห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่อุปสงค์จะต้องถูกออกแบบใหม่ให้มีลักษณะการทำงานเป็นเครือข่ายมากขึ้น การบริหารและบริการโลจิสติกส์จะกลายเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจไม่เพียงแต่ธุรกิจภาคการผลิต แต่ทั้งภาคเกษตรและภาคบริการด้วย ธุรกิจที่ทำงานเป็นเครือข่ายกับหน่วยงานภายในและพันธมิตรภายนอก นอกจากจะช่วยลดต้นทุนได้แล้วยังจะช่วยขยายโอกาสได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การบริการโลจิสติกส์จะกลายเป็นตัวนำการเชื่อมโยงที่สำคัญ การบริการโลจิสติกส์ที่อาศัยการทำงานในโลกสองใบจะช่วยให้การผลิตแบบ Lean Manufacturing ในลักษณะ Decentralized และ Distributed นั้นเกิดขึ้นได้ทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าสินค้าตัวเดียวกันจะมีชิ้นส่วนที่ผลิตจากเครื่องจักรตัวใด ในโรงงานใดที่ไหนในโลกได้ ขึ้นอยู่ที่ความเหมาะสมในด้านต้นทุนและความรวดเร็วที่จะนำผลผลิตออกสู่ตลาด ทำให้ลดต้นทุนและเพิ่มคุณค่าให้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของ Global Value Chain ในอนาคตอันใกล้

2.  Cyber-Physical System (CPS) กับการปฏิรูปแนวทางการทำธุรกิจ

การปฏิรูปแนวทางการทำธุรกิจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล Internet of Things ถือว่าเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลตัวสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในยุคแรกของอินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความสามารถเชื่อมโยงคนกับข้อมูล และเมื่ออินเทอร์เน็ตได้พัฒนาถึงยุคที่มี Social Technologies แนวคิดการทำธุรกิจในรูปแบบ Internet of Man (Human) หรือ IoM ก็เกิดขึ้น การเชื่อมโยงระหว่างคนกับคนจนเกิดเป็นชุมชนใหญ่น้อยทุกแห่งหนทั่วทั้งโลกได้เปลี่ยนแปลงวิถีการบริหารการตลาดใหม่หมด  IoM เปลี่ยนแปลงการทำยุทธศาสตร์จากเดิมมักจะกำหนดโดยฝ่ายบริหารของธุรกิจมาเป็นอยู่ภายใต้อิทธิพลของตลาด ซึ่งก็คืออิทธิพลของผู้บริโภคนั่นเอง ผู้บริโภคเริ่มมีอิทธิพลต่อแนวทางการทำธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมาถึงยุค Internet of Things ความสามารถที่จะเชื่อมโยงเครื่องจักร อุปกรณ์ สินค้า สถานที่ ยานพาหนะ และสรรพสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจกับระบบข้อมูล ระบบกระบวนการทำธุรกิจ และการบริการต่าง ๆ ทางธุรกิจผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่นำไปสู่กระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติแบบใหม่ที่เรียกว่า Pervasive Digital Automation หมายถึงการทำงานแบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ไม่จำกัดสถานที่ ตัวอย่างของการออกแบบระบบธุรกิจให้สามารถทำงานแบบ Pervasive Digital Automation ก็คือ Cyber-Physical System

ในระยะเริ่มต้นคาดว่าธุรกิจโดยเฉพาะภาคการผลิตจะให้ความสำคัญกับการนำแนวคิดของ CPS มาใช้ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้เกิด Visibility ตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ด้านการจัดซื้อ ด้านการผลิต และด้านโลจิสติกส์โดยใช้ IoT ในจุดสำคัญ ๆ  และให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อการบริหารห่วงโซ่อุปทานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการจัดให้มีระบบบูรณาการหน่วยผลิตกับระบบข้อมูลของ Suppliers และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อให้มั่นใจว่า Suppliers สามารถจัดส่งวัสดุและชิ้นส่วนที่มีคุณภาพเข้าสู่สายการผลิตได้ตรงตามเวลา และให้มั่นใจว่ามีระบบงานที่จะสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่โรงงานทุกระดับทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพได้ อีกทั้งยังสามารถส่งสินค้าจากโรงงานถึงมือลูกค้าได้ตรงตามเวลาและมีคุณภาพตามความคาดหวังของลูกค้า ทั้งหมดนี้จะต้องทำได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำสุด และมีการจัดการที่มีประสิทธิสูงที่จะทำให้เกิดคุณค่าแก่ลูกค้าได้สูงสุดด้วย

เป้าหมายสูงสุดของ CSP คือการทำให้เครื่องจักรในโรงงานเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธุรกิจ (Business process) ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ ของการจัดการห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การจัดซื้อ การจัดการการผลิต การจัดการโลจิสติกส์ ฯลฯ แต่เดิมการจัดการการผลิตจะให้ความสำคัญกับการไหลเวียนของวัสดุและชิ้นส่วนผ่านสายการผลิต การควบคุมการผลิตมองแค่ Input ที่ป้อนเข้าเครื่องจักรและ Output ที่ไหลออกจากเครื่องจักรที่มีคุณภาพ และเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ติดขัด นั่นหมายรวมถึงการดูแลและติดตามเฝ้าระวังให้เครื่องจักรในโรงงานทุกเครื่องทำงานอย่างเป็นปกติและเต็มประสิทธิภาพได้  แต่ข้อมูลอื่น ๆ เช่นปริมาณที่ต้องผลิต ผลิตเพื่อใคร ต้องส่งสินค้าเมื่อไร ต้นทุนผลิต จำนวนสินค้าระหว่างผลิต และอื่น ๆ ถูกจัดเก็บอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์อื่นเช่นระบบ ERP ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันกับระบบการผลิต CPS ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องทุกเรื่องโดยมีเครื่องจักรเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการผลิตเพื่อจัดการกับการผลิตแบบบูรณาการได้ โดยเครื่องจักรจะรู้อยู่ตลอดเวลาว่ากำลังผลิตสินค้าอะไร เพื่อใคร และต้องเสร็จเมื่อไร เครื่องจักรจะสามารถปฏิสัมพันธ์กับระบบควบคุมและเฝ้าระวังการทำงานเพื่อรับรู้สถานภาพการทำงานของเครื่องจักรแบบเรียวไทม อีกทั้งรู้การเคลื่อนไหวของวัสดุและชิ้นส่วนภายในห่วงโซ่คุณค่าอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้การเฝ้าระวังกระบวนการผลิตเป็นไปได้อย่างเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เมื่อเครื่องจักรกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต และเมื่อการผลิตยึดเอากระบวนการผลิตเป็นหลัก ทำให้ธุรกิจมีอิสระในการตัดสินใจว่าภายใต้กระบวนผลิตหนึ่ง ๆ นั้นจะเลือกใช้เครื่องจักรของใครและที่ไหน ไม่จำเป็นต้องผลิตจากโรงงานเดียวกันหรือใช้เครื่องจักรที่โรงงานเป็นเจ้าของเท่านั้น ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด กระบวนการผลิตและการควบคุมการผลิตอย่างมีคุณภาพและการผลิตให้ตรงตามเวลานั้นต้องสามารถเลือกใช้บริการจากเครื่องจักรเพื่อการผลิตจากที่ไหนในโลกผ่านเครือข่าย Internet of Things ได้ ในบริบทนี้โรงงานจะมีอิสระในการเลือกเช่าใช้เครื่องจักรจากที่ไหนก็ได้เหมือนกับการเช่าใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ผ่านศูนย์บริการ Cloud จึงเห็นได้ว่าแนวความคิดของ Cyber-Physical System จะเปลี่ยนแนวทางการผลิตและการดำเนินธุรกิจใหม่หมด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปแนวทางการผลิตและการทำธุรกิจใหม่โดยสิ้นเชิงตามที่จะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป

เรื่อง Cyber-Physical System ยังมีต่อในตอนหน้านะครับ

Saturday, February 13, 2016

ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เป็นรูปแบบ Cyber-Physical Systems ตอนที่ 3



             สองตอนที่แล้ว เราได้พูดถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และความสำคัญที่ IoT มีต่อระบบธุรกิจ โดยมีใจความสำคัญว่า IoT เป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งธุรกิจครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21  โดยเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ทั้งคน เครื่องจักร สินค้าทุกชนิด และสิ่งของทุกชนิดที่มีกายภาพทำให้สรรพสิ่งทั้งปลายมีความฉลาดมากขึ้น IoT เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างจะ Disruptive คือมีพลังที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก  IoT ช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) ตลอดกระบวนการผลิต  ช่วยเสริมสร้างความใกล้ชิดกับพันธมิตรและลูกค้าจนเกิดความสัมพันธ์ที่ดีและนำไปสู่การร่วมมือกันเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน IoT เป็นหนึ่งในหลาย ๆ เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีผลต่อการปฏิรูทางเศรษฐกิจของทุกประเทศจากนี้เป็นต้นไป จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่ที่ความตระหนักและนโยบายภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปธุรกิจอย่างจริงจัง  ตอนที่สามนี้จะพูดถึงแนวคิดของการปฏิรูทางเศรษฐกิจ (Economic Transformation) ที่เกิดจากอิทธิพลของพัฒนาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานที่นำไปสู่การปฏิรูปแนวทางการทำธุรกิจ (Business Transformation) ที่จะกล่าวถึงในตอนที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “ความหมายของ Cyber-Physical System” ตอนที่ 5 จะกล่าวถึงเรื่อง IoT กับการยกระดับผลิตภาพในภาคอุตสาหกรรมไทย บทความชุดนี้จะจบด้วยตอนที่ 6 ในหัวข้อ “แนวทางส่งเสริม Industry 4.0 ของประเทศไทย”

การปฏิรูประบบเศรษฐกิจจากอิทธิพลของเทคโนโลยี

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ (Economy Transformation) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวในกิจการทางเศรษฐกิจหลัก ๆ โดยเฉพาะกิจการที่มีการจ้างแรงงาน และการพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีผลให้ผลิตภาพ (Productivity) สูงขึ้น ซึ่งหมายถึงการทำให้แรงงานของประเทศได้รับการพัฒนาให้มีทักษะและความสามารถ (Capabilities) ที่จำเป็นต่อการทำให้ผลิตภาพของประเทศเพิ่มขึ้นได้  การปฏิรูปทางเศรษฐกิจจึงเป็นการทำให้แรงงานจากภาคการผลิตที่มีผลิตภาพต่ำเช่นภาคเกษตรในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ไปสู่แรงงานที่มีผลิตภาพที่สูงขึ้นทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ๆ 3 ครั้ง พัฒนาการทางเทคโนโลยีในแต่ยุคมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิรูปในแต่ละครั้ง การปฏิรูปทั้ง 3 ครั้งได้แก่[1]
 
1.     จากการล่าสัตว์เร่ร่อนมาเป็นการทำเกษตรกรรม (ภาคเกษตรกรรม)
2.     จากการทำเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม (ภาคอุตสาหกรรม)
3.     จากการทำอุตสาหกรรมมาเป็นการบริการ  (ภาคบริการ)

ทุกวันนี้มูลค่ามวลรวมของประเทศยังคงประกอบด้วยรายได้จากทั้งสามภาค คือภาคเกษตร ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Primary sector ภาคการผลิตหรืออุตสาหกรรม Secondary sector และภาคบริการ Tertiary sector ที่น่าสนใจคือในหลายทศวรรษที่ผ่านมาสังคมมนุษย์ได้พัฒนาอย่างมากอันเป็นผลสืบเนื่องจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยี กิจการทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นงานและกิจกรรมที่ต้องอาศัยสติปัญญา ทักษะ และความรู้ระดับสูงเช่นงานด้านบริการสาธารณะสุข ด้านการศึกษา ด้านวิจัยพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้รวมทั้งงานบริหารราชการแผ่นดินและงานบริการของภาครัฐ นักเศรษฐศาสตร์จัดให้งานบริการที่อาศัยความรู้ระดับที่สูงนี้เป็น Quaternary sector หรือภาคเศรษฐกิจระดับที่ 4

1.  การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหม่

ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ธุรกิจได้ให้ความสำคัญกับการบริการที่อาศัยความรู้ ทักษะ และสมรรถนะระดับสูงที่สามารถสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจมากขึ้น  แนวคิดของบริการใหม่นี้แตกต่างจากแนวคิดเดิมของธุรกิจบริการของภาคบริการ Tertiary sector ที่คุ้นเคยกัน เช่นบริการด้านอาหาร บริการด้านท่องเที่ยว บริการเสริมสวย บริการด้านนันทนาการ ฯลฯ แต่บริการยุคใหม่ที่ใช้ดิจิทัลเป็นบริการแนวใหม่ที่ทำให้เกิดนวัตกรรมด้านการบริการที่สนับสนุนให้สินค้าทางเกษตรใน Primary sector และผลิตภัณฑ์ใน Secondary sector มีคุณค่าแก่ผู้บริโภคมากขึ้น แนวคิดการบริการแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ไม่มีเจตนาที่จะทดแทนระบบเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรมเดิม หรือภาคอุตสาหกรรมเดิม หรือภาคบริการเดิม แต่เป็นการสร้างมูลค่าของสินค้าและบริการเดิมให้เพิ่มขึ้นด้วยบริการแนวใหม่ที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นักวิชาการใช้คำว่า “Servitization[2]” เพื่อแสดงถึงความพยายามที่ธุรกิจจะหามาตรการสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นให้แก่สินค้าและบริการ ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันในโลกดิจิทัล นักธุรกิจตระหนักว่าลำพังสินค้าอย่างเดียวนั้นจะไม่สามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้เหมือนในอดีต ลูกค้าสมัยใหม่ไม่เพียงซื้อเพื่อให้ได้สินค้า แต่ต้องการคุณค่าให้มากที่สุดและต้องการตอบสนองความพึงพอใจให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดผลดังกล่าวจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมในเชิงบริการที่ประทับใจเสริมรวมกับสินค้าที่ทำให้เกิดคุณค่าได้มากกว่าคู่แข่ง ความเจริญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเช่นอินเทอร์เน็ตและ IoT ช่วยสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมดังกล่าวได้ทั้งในด้านรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ (Disruptive business models) และนวัตกรรมด้านกระบวนการทำงาน (Innovative business processes) การบริการที่อาศัยความรู้ ทักษะ และสมรรถนะพิเศษบนพื้นฐานของเทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน

2.  Automation กับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ

การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้แตกต่างกับครั้งก่อน ๆ  เพราะเป็นการปฏิรูปที่อาศัยความรู้ ทักษะ และสารสนเทศที่ก้าวหน้ามากที่เน้นการบริการที่มีคุณค่า เป็นบริการที่สร้างขึ้นเพื่อทำให้เกิดคุณค่าเพิ่มขึ้นกับสินค้าภาคเกษตร สินค้าภาคการผลิต และสินค้าภาคบริการ เป็นบริการที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เป็นบริการที่เป็นนวัตกรรมที่อาศัยเทคโนโลยี  แต่การปฏิรูประบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีระดับสูงนี้ถึงแม้จะสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นแก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้การใช้แรงงานและการจ้างงานน้อยลง โดยเฉพาะแรงงานที่อาศัยความรู้และทักษะแบบเดิม ๆ สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้ระบบทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) เพิ่มมากขึ้น และเป็นระบบอัตโนมัติรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมไม่เฉพาะ Shop floor หรือส่วนงานที่เกี่ยวกับการผลิต แต่รวมทั้งงานใน Top floor ซึ่งหมายถึงส่วนงานด้านสนับสนุนและธุรการทั่วไป นอกจากนี้ยังเป็นการใช้ระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งในระดับ Horizontal integration และ Vertical integration ด้วย

Horizontal integration หมายถึงการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เป็นการบูรณาการกระบวนการทำงานตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต จนถึงการจำหน่ายและบริการลูกค้าดังที่แสดงในภาพข้างล่าง



                  ที่มา: Industry 4.0: Opportunities and Challenges of Industrial Internet, PWC


ในขณะที่ Vertical integration เป็นการเชื่อมโยงหน่วยงานภายในทุกหน่วยงานจาก Top floor ลงสู่ Shop floor ดังที่แสดงในภาพข้างล่างนี้



           ที่มา: Industry 4.0: Opportunities and Challenges of Industrial Internet, PWC

ระบบอัตโนมัติในบริบทใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ถือว่าเป็นระบบอัตโนมัติที่ได้พัฒนามาเป็นยุคที่ 3 เป็นระบบอัตโนมัติที่อาศัยอินเทอร์เน็ตและ IoT ระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมได้พัฒนามาแล้วสามยุคดังนี้

1)   ระบบอัตโนมัติยุคที่ 1: Mechanical Automation

Mechanical Automation หมายถึงระบบอัตโนมัติที่อาศัยเครื่องจักรกลโดยเฉพาะเครื่องจักรไอน้ำ เป็นระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนเครื่องจักรเพื่อช่วยผ่อนแรงคน แต่การควบคุมระบบทำงานยังต้องอาศัยความชำนาญของคน เช่นการขับเรือกลไฟ และรถไฟ หรือเครื่องจักรกลที่ใช้ในโรงงานยุคแรก

2)   ระบบอัตโนมัติยุคที่ 2: Electrical Automation 

Electrical Automation เป็นระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ความสามารถทำงานอัตโนมัตินี้สามารถถูกโปรแกรมเพื่อควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่ส่วนใหญ่เป็นระบบอัตโนมัติในระดับตัวเครื่องจักรหรือกลุ่มเครื่องจักรภายในโรงงานเดียวกัน เช่นเครื่องจักรที่ควบคุมด้วยระบบ CNC (Computer Numerical Control) หรือ PLC (Programmable Logic Controller) ระบบอัตโนมัติยุคที่ 2 นี้ได้ช่วยเพิ่มผลิตภาพในโรงงานอุตสาหกรรมทุกชนิดเป็นอย่างมาก ถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญของมนุษย์ก็ว่าได้

3)   ระบบอัตโนมัติยุคที่ 3: Pervasive Digital Automation

ในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในขณะนี้ ระบบอัตโนมัติได้พัฒนาเข้าสู่ยุคที่ 3 ยุคที่เรียกว่า Pervasive Digital Automation ซึ่งหมายถึงระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลประกอบด้วยอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีอื่นเช่น Cloud computing, Big data, และ IoT ที่กระจายไปทั่ว ระบบผลิตสินค้าที่อยู่ในประเทศไทยอาจทำงานแบบอัตโนมัติแต่อาศัยการดูแลและควบคุมจากคนทำงานในต่างประเทศผ่านอินเทอร์เน็ต ระบบการผลิตอาจเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์ กระบวนการผลิตอาจเชื่อมโยงกับกับการตลาดและการขายเพื่อผลิตสินค้าตามสั่งของลูกค้าจากมุมใดของโลกก็ได้ สินค้าอาจจะถูกออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์จากที่ใดในโลกก็ได้  ความเป็นอัตโนมัติไม่ได้จำกัดอยู่ที่กระบวนการผลิต แต่รวมทั้งกระบวนการโลจิสติกส์ กระบวนการขาย และกระบวนการบริการหลังการขาย ด้วยความสามารถของอินเทอร์เน็ตและ Internet of Things และ Internet of Everything ที่จะกล่าวต่อไป

3.  การปฏิรูปทางเศรษฐกิจกับการพัฒนาแรงงาน

เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติยุคที่ 3 ที่กล่าวข้างต้น ทำให้การทำงานในทุกภาคส่วนเปลี่ยนแปลงไป ทั้งภายในองค์กรและภายนอกกับกลุ่มพันธมิตร ทั้งในระดับ Horizontal integration และ Vertical integration ตั้งแต่ Top floor ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบที่นิยมเรียกว่า Information Technology (IT) จนลงไปสู่ Shop floor ที่ใช้เทคโนโลยีในรูปแบบที่นิยมเรียกว่า Operation Technology (OT) (เราจะอธิบายส่วนนี้ในรายละเอียดในตอนต่อไป ภายใต้หัวข้อ “ความหมายของ Cyber-Physical System”) เป็นเหตุให้คนทำงานเดิมถูกทดแทนด้วยเครื่องจักรและระบบสารสนเทศที่มีความฉลาดมากขึ้น ไม่เพียงในระดับคนงานที่ใช้แรงงาน แต่รวมคนงานในระดับใช้สมองก็จะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติที่มีความสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง คนว่างงานก็จะเพิ่มมากขึ้น นอกจากปรากฏการณ์นี้แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่จะทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย กล่าวคือในยุคนี้มีแนวโน้มว่าคนรุ่นใหม่นิยมเลือกที่จะทำมาหากินอิสระ ไม่กินเงินเดือนประจำของบริษัท คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ไม่ว่าจะมาในแบบของผู้ชำนาญเฉพาะด้านที่ทำงานอิสระที่เรียกว่า Freelance หรือเป็นธุรกิจเกิดใหม่ (Startups) ก็ตาม คนในกลุ่มนี้ถ้าตราบใดยังไม่มีรายได้และไม่เข้าระบบภาษีของรัฐ ก็ถือว่าเป็นกลุ่ม Unemployment ด้วย คนว่างงานเพิ่มขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายของรัฐด้านสวัสดิการเพิ่มมากขึ้น รัฐจึงจำเป็นต้องหามาตรการเพิ่มรายได้ด้วยวิธีต่าง ๆ รายได้ของรัฐที่นำมาใช้จ่ายในกิจการของภาครัฐ รวมทั้งสวัสดิการและค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาคนว่างงานนี้เพิ่มขึ้นปีต่อปีจนมีนัยสำคัญต่อ GDP ของประเทศ  จึงถือได้ว่าปรากฏการณ์นี้จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปได้ นักเศรษฐศาสตร์ยังไม่สามารถตั้งชื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ที่เหมาะสม แต่ขณะนี้เรียกกันว่า ยุคของ GWU (Government, Welfare, Unemployment) และเริ่มเกิดขึ้นกับประเทศตะวันตกแล้วที่ได้พัฒนาด้านผลิตภาพในทุก ๆ ด้านด้วยเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก

     สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนานั้น การปฏิรูปที่เรียกว่า GWU คงยังไม่เกิดขึ้นภายในเร็ววัน เนื่องจากยังมีการจ้างงานอย่างมากในทั้งสามภาคของเศรษฐกิจ การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในภาคเกษตร ภาคการผลิตและภาคบริการถึงแม้จะทำให้เพิ่มผลิตภาพ แต่ก็ยังต้องอาศัยแรงงานจำนวนมากไม่เหมือนประเทศที่เจริญแล้วในภาคตะวันตก การว่างงานของประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังอยู่ในลักษณะที่ควบคุมและจัดการได้ อย่างไรก็ตามทุกประเทศต่างก็ยังให้ความสนใจที่จะเพิ่มผลิตภาพด้วยการใช้เทคโนโลยีทุกรูปแบบและเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน  แต่เนื่องด้วยข้อจำกับด้านเงินลงทุนและการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ทักษะที่จำเป็น การใช้เทคโนโลยีระดับสูงก็ยังมีน้อยมาก การพัฒนาเพิ่มผลิตผลจึงยังทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากปัญหาของคนว่างงานอันเนื่องจากการปฏิรูปทางเศรษฐกิจตามที่กล่าวข้างต้น ภาคธุรกิจยังอาจเสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงานประเภทใหม่ที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนแนวทางทำธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายในระยะสิบปีจากนี้ไป ตำแหน่งงานใหม่และทักษะใหม่ที่ตลาดแรงงานต้องการอาจประกอบด้วยทักษะที่เป็น Soft skills ส่วนใหญ่ดังนี้[3]

1)       Complex Problem Solving
2)       Critical Thinking
3)       Creativity
4)       People Management
5)       Coordinating with Others
6)       Emotional Intelligence
7)       Judgment and Decision Making
8)       Service Orientation
9)       Negotiation
10)   Cognitive Flexibility

สำหรับปัญหาแรงงานที่ถูกทดแทนด้วยระบบงานอัตโนมัติ เป็นเหตุให้เกิดการว่างงานนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งจัดมาตรการฝึกฝนทักษะและสมรรถนะแบบใหม่ที่ตลาดต้องการ ประกอบด้วยทักษะและสมรรถนะอย่างน้อยเจ็ดเรื่องเพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ดังนี้

1)   สมรรถนะในการทำงานกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวคือสามารถปรับตัวให้ทำงานจากเอกสารที่เป็นกระดาษมาเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้
2)   สมรรถนะที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ สามารถทำงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระบบงานที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้เครือข่ายสังคมในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
3)   สมรรถนะในการสื่อสารด้วยระบบดิจิทัลและสามารถบริหารจัดการกับข้อมูลที่เกิดจากการติดต่อสื่อสารผ่านระบบสื่อสารดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4)   มีจริยธรรมในการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีทักษะในการแยกแยะว่าอะไรควรและอะไรไม่ควรทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เข้าใจ รอบรู้ และพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบสังคมที่มีต่อการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์
5)   มีสมรรถนะในการสืบค้นข้อมูลจากระบบต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน ทำให้เกิดผลงานที่ดีอย่างมากจากการใช้ข้อมูลอย่างสร้างสรรค์
6)   มีสมรรถนะในการปรับใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากยุคดิจิทัลจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายชนิดทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ส่วนตัว ใช้ในสำนักงาน และใช้ในโรงงานและงานในภาคสนามมากมาย ความสามารถในการเรียนรู้เพื่อใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลายนี้จะเป็นสมรรถนะที่สำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล
7)   มีสมรรถนะในการบริการจัดการความปลอดภัยในการใช้ระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ และสามารถช่วยปกป้องข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นความลับขององค์กรได้

                    การปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้ จึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะและความสามารถ (Capabilities) ให้แก่แรงงานของประเทศทั้งสองด้าน คือฝึกทักษะให้แก่กลุ่มแรงงานเดิมที่ล้าสมัยลงเพราะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และพัฒนา Digital Workforce เพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยได้เริ่มปฏิรูประบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากภาคเกษตรมาสู่ภาคอุตสาหกรรมมานานแล้ว และได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทันสมัยเพื่อเพิ่มผลผลิตจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก  ปัจจุบันนี้ ส่วนแบ่ง GDP จากภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงถึงประมาณร้อยละ 34  ในขณะที่ผลิตผลของภาคเกษตรไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร จนลดส่วนแบ่ง GDP ลงเหลือประมาณร้อยละ 13 เท่านั้น ส่วนที่เหลือคือประมาณร้อยละ 53 เป็นส่วนแบ่งของภาคธุรกิจบริการ เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นประเทศผลิตอาหารรายสำคัญของโลก เกษตรกรรมยังมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาให้เพิ่มผลิตภาพ เคียงบ่าเคียงไหล่กับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เพื่อจะได้ร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญขึ้นโดยรวม และเพื่อให้สามารถเพิ่มมูลค่าแต่สินค้าจากภาคเกษตรและภาคการผลิต จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้สู่เศรษฐกิจบริการ ให้เพิ่มสัดส่วน GDP จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 53 เป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 คืออยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี



ตอนต่อไปจะกล่าวถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจให้เป็นแบบ Cyber-Physical System ที่อาศัย Internet of Everything (IoE) ประกอบด้วย Internet of Things (IoT), Internet of Human (IoM) และ Internet of Digital (IoD)


[2] Vandeermerwe, Sandra, Rada, Juan, “Servitization of business: Adding value by adding services”,
European Management Journal, Volume 6, Issue 4, Winter 1988, Pages 314-324.
[3] Future of Jobs Report, World Economic Forum