Saturday, June 30, 2012

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยจากการใช้คลาวด์ ตอนที่ 2


ประเทศที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสู่สากล มักต้องคำนึงถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนทุกคน ในยุคที่โลกเราถูกเชื่อมโยงด้วยเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพสูง การทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตมีแต่จะเพิ่มขึ้น และชุมชนที่อยู่ในสังคมออนไลน์ หรือเครือข่ายสังคมเก็บข้อมูลส่วนตัวของพวกเรามากขึ้นทุกวัน เมื่อรวมกับงานที่กำลังจะโอนย้ายเข้าไปฝากอยู่กับศูนย์บริการคลาว ทำให้ข้อมูลส่วนตัวของพวกเราแต่ละคนกระจายอยู่ทั่วไปในก้อนเมฆ และในโลกไซเบอร์ ความเป็นส่วนตัวของพวกเราเริ่มกลายเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องกังวล ถ้าข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่ได้รับการคุ้มครองที่ชัดเจน ประเทศที่เจริญแล้วหลาย ๆ ประเทศต่างมีกฎหมายใช้บังคับผู้เก็บข้อมูลของประชาชนไว้ เพื่อให้มั่นใจว่า ข้อมูลส่วนตัวจะไม่ถูกละเมิดจนเกิคความเสียหาย
กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในประเทศต่าง ๆ มีสองรูปแบบดังนี้
1.          รูปแบบบัญญัติกฎหมายกลาง (Comprehensive Law) ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้กับผู้บันทึกและจัดเก็บข้อมูลของประชาชนทุกประเภท ทั้งของภาครัฐและเอกชน ทั้งข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการเงิน ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการลงทุน เกี่ยวกับการบริโภค ฯลฯ รูปแบบบัญญัติกฎหมายกลาง เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมาก
2.          รูปแบบบัญญัติกฎหมายเฉพาะเรื่อง (Sectoral Law) เป็นกฎหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะเรื่อง เช่นข้อมูลเกี่ยวกับการเงิน เกี่ยวกับทางการปกครอง เกี่ยวกับการบริโภค ผู้รู้ในด้านกฎหมายไทยบอกว่า การบัญญัติกฎหมายเฉพาะสำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มีข้อเสีย กล่าวคือ ถ้าเกิดการละเมิดในส่วนที่ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะ ก็จะไม่ได้รับการคุ้มครอง ความเป็นจริง คือ การละเมิดข้อมูลส่วนตัวนั้น เกิดได้ทุกกรณีและทุกโอกาส จึงเป็นไปยากที่กฎหมายเฉพาะจะครอบคลุมได้ทั่วถึง ดังนั้นกฎหมายกลางที่กล่าวในข้อ 1 ซึ่งถือเป็นกฎหมายครอบจักรวาล จะสร้างความมั่นใจให้แก่สังคมได้มากกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เลือกใช้บัญญัติกฎหมายเฉพาะ เช่นเรื่อง Video Privacy Protection Act of 1988, Cable Television Protection and Competition Act of 1992, the Fair Credit Reporting Act, และ 2010 Massachusetts Data Privacy Regulations (จาก Wikipedia)
ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้บัญญัติกฎหมายให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายแบบเฉพาะเรื่องเช่นกัน ที่ได้บังคับใช้แล้วขณะนี้ คือพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พศ 2540 ซึ่งให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะที่ถูกจัดเก็บอยู่กับส่วนราชการ นอกจากนี้ ยังมีประกาศภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พศ 2544 ของคณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องแนวนโยบายและแนวปฎิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานของรัฐ พศ 2553 เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการให้บริการธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ
สำหรับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภานั้น ตามบันทึกหลักการและเหตุผล ประกอบร่างพรบฉบับดังกล่าว ตอนหนึ่งมีใจความว่า “…โดยที่มาตรา 35 วรรคสาม และมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคลที่เกี่ยวกับตน และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการทั่วไป….” ถึงแม้จะมีการระบุว่าเป็นการบัญญัติกฎหมายคุ้มครองทั่วไป คงยังต้องอาศัยนักกฎหมายช่วยศึกษาว่าจะครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการใช้บริการคลาวอย่างปลอดภัยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ร่างพรบฉบับนี้ ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคลไว้ดังนี้ ข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม ประวัติการทำงาน หรือประวัติกิจกรรม บรรดาที่มีชื่อของบุคคลนั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวบุคคลนั้นได้ เช่นลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคน หรือรูปถ่าย และให้หมายความรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย
ผมตีความหมายว่า รายการธุรกรรม (Transaction) ที่กำกับด้วยเลขรหัส หรือชื่อของบุคคล ก็จะได้รับการคุ้มครองด้วย
ร่างพรบว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดเก็บ รวบรวม การใช้ และการปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่น่าสนใจคือ ในมาตรา 20 กำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีอำนาจประกาศกำหนดประมวลจริยธรรมเพื่อให้ธุรกิจหรือหน่วยงานที่มีข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฎิบัติ และมาตรา 21 กำหนดให้ผู้ประกอบการทำประกาศการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ณ สถานที่ทำการ สองมาตรานี้ อ่านแล้ว ทำให้เข้าใจว่า จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกำกับดูแลตัวเอง (Self-regulation) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการบริการลูกค้า และนำไปสู่การใช้ Trust mark หรือการใช้เครื่องหมายรับรองการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะที่เคยเห็นปรากฎในเว็บไซท์หลายแห่ง
ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ มาตรา 29 ห้ามไม่ให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปนอกประเทศโดยไม่ได้รับคามยินยอมจากเจ้าของ และมาตรา 30 ห้ามไม่ให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือมี แต่มีความเข้มข้นน้อยกว่าของไทย เรื่องนี้อาจตีความได้ว่า ห้ามธุรกิจไทยใช้บริการคลาวต่างประเทศ เว้นแต่ผู้ให้บริการมาตั้งเครื่องเซิรฟเวอร์และฐานข้อมูลในประเทศไทย ซึ่งมีการใช้บังคับในลักษณะนี้แล้วหลายประเทศ ในภาคพื้นยุโรป จนผู้ให้บริการคลาวหลายรายของสหรัฐอเมริกา ต้องมาตั้งฐานในยุโรป
โดยสรุปแล้ว หลักการ และรายละเอียดของกฎหมายที่ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของแต่ละประเทศคงไม่แตกต่างกันมาก เราคงต้องปล่อยให้เป็นภารหน้าที่ของนักกฎหมายและรัฐสภาที่จะช่วยดูแลให้พวกเรา แต่พวกเราในฐานะชาวบ้านที่รอคอยการใช้บริการคลาว คงต้องการเห็นให้มีการผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว เพื่อพวกเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้อีกหนึ่งก้าว
ตอนต่อไป จะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของการใช้บริการคลาวด์ครับ

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยการใช้คลาวด์ ตอนที่ 1


                ถ้าเราถามองค์กรที่ใช้ไอซีทีว่า พร้อมที่จะใช้บริการคลาวด์คอมพิวติงหรือยัง จะได้คำตอบคล้ายกันมาก คือ “….อยากใช้ครับ แต่ไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัย…”
ความไม่แน่ใจในความปลอดภัย กลายเป็นประเด็นที่ชลอการเติบโตของการบริการไอซีทีแบบสาธารณูปโภค ในตัวผู้บริโภคเอง ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัย ทั้งที่จะได้รับจากผู้ให้บริการ และระดับการคุ้มครองจากภาครัฐในเรื่องข้อมูล และการได้รับคุ้มครองความเป็นธรรมในฐานะผู้บริโภค ในส่วนผู้ให้บริการเอง ก็ยังไม่มีการประกาศที่ชัดเจน เรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบต่อผู้รับบริการ เรียกได้ว่า ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาทำความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยจากการใช้คลาวอย่างชัดเจน ตราบใดที่สังคมไทยยังกังวลในเรื่องของความปลอดภัย และยังไม่สามารถประมาณระดับความเสี่ยงของตนเองได้ ก็ยากที่จะมีผู้กล้าตัดสินใจนำระบบงานและข้อมูลไปฝากไว้กับศูนย์บริการ ไม่ว่าศูนย์จะมีข้อเสนอดีอย่างไรก็ตาม การประหยัด และความเป็นเลิศของการบริหารโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่ผู้ให้บริการนำเสนอ กลายเป็นเรื่องรองที่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการตัดสินใจใช้บริการคลาวได้อย่างแน่นอน
              การสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจในบริการคลาวด์คอมพิวติงด้วยมาตรการกำหนดเป็นนโยบายและกฎหมาย มีทั้งเรื่องการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และนโยบายว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวกับการใช้บริการคลาวด์คอมพิวติง
การคุ้มตรองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection) เป็นการคุ้มคองผู้บริโภค และเจ้าของข้อมูล โดยกำหนดให้ผู้จัดเก็บข้อมูลต้องปฎิบัติต่อข้อมูลที่ไม่เป็นภัยต่อเจ้าของข้อมูล ประเทศไทยได้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาตั้งแต่ปี พศ 2545 และได้รับการปรับปรุงแก้ไขมาแล้วหลายรอบ จนสุดท้ายได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้ ยังอยู่ในระหว่างรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร
              สำหรับความมั่นคงปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้บริการคลาวด์ (Cloud Security) นั้นมีทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี และข้อกำหนด กฎระเบียบ รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับการใช้และให้บริการ ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบทำหน้าที่ตราเป็นกรอบให้ปฎิบัติได้ระดับหนึ่ง (Cloud Security Framework, CSF) CSF จะช่วยสร้างความกระจ่าง ถึงความเสี่ยง และมาตรการการป้องกันความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมทั้งมีข้อชี้แนะการปฎิบัติที่ดี (Best practices) ที่นำไปสู่การใช้บริการ และการให้บริการอย่างปลอดภัย ประเทศสิงคโปร์ได้แนะนำข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยเป็นหกประการดังนี้
1.          เทคโนโลยี (Technology) ให้สังคมเข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Virtualization เป็นต้น
2.          ความตระหนัก (Awareness) ในด้านความปลอดภัย ให้มีมาตรการสร้างความเข้าใจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ด้านความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการคลาว ผู้ให้บริการเองก็ต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบ ที่ต้องให้บริการอย่างมีความปลอดภัยสูงสุด
3.          การจัดประเภท (Classification) ความเสี่ยง เป็นการจัดประเภทความเสี่ยงที่แตกต่างของธุรกิจ และระบบงานขององค์กร เพื่อการบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม เช่นการจัดประเภทระหว่างกลุ่ม ระบบ Back office และ Front office ระบบของธุรกิจการเงิน การบริการโทรคมนาคม การบริการทางการแพทย์ ฯลฯ
4.          มาตรฐาน (Standard) ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย ตั้งแต่กระบวนการปฎิบัติทั้งในฝั่งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงปลอดภัย เช่นมาตรการที่ผู้ใช้ต้องปฎิบัติตามข้อแนะนำของผู้ให้บริการเกี่ยวกับการใช้บริการคลาว ข้อสัญญาที่เป็นมาตรฐาน ข้อตกลงระดับบริการ (Service Level Agreement, SLA) และการปฎิบัติงานที่ดี (Best practices) อื่น ๆ
5.          Certification เพื่อให้การบริหารจัดการการใช้คลาวอย่างปลอดภัย รวมทั้งการส่งเสริมให้ปฎิบัติการตามมาตรฐานที่กล่าว อาจต้องมีมาตรการใช้การรับรอง (Certification) ในหมวดเกี่ยวกับการใช้คลาวอย่างปลอดภัย ในลักษณะใกล้เคียงกับการรับรอง ISO27001 ว่าด้วยระบบการจัดการความมั่นคงและปลอดภัยด้านสารสนเทศ
6.          Policy & regulation เพื่อให้การปฎิบัติเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย ครอบคลุมทั้งผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ อาจจำเป็นต้องพัฒนากรอบของนโยบายและข้อปฎิบัติ (Policy and regulatory framework) เพื่อให้มั่นใจว่าสังคมไทยสามารถนำไปปฎิบัติเพื่อให้เกิดผลได้ง่ายและทั่วถึงกัน
           เรื่องที่กล่าวโดยสรุปข้างต้น เป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น แต่แปลกใจมากที่ไม่มีการพูดคุยกันในสังคมคลาวมากนัก  ก่อนที่พวกเราจะส่งเสริมและสนับสนุนการใช้คลาวอย่างจริงจัง จะโดย Government Cloud หรือ Public Cloud อยากเห็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ และผู้ที่มีส่วนได้เสียทั้งหลาย ได้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อความยั่งยืนของการบริการสาธารณูปโภคชนิดใหม่ ที่มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การเมือง และการแข่งขัน หลายประเทศในอาเซียน กำลังหยิบประเด็นบริการคลาวคอมพิวติงเป็นจุดดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศ คลาวจะกลายปัจจัยสำคัญของการแข่งขัน จึงเป็นวาระสำคัญของการเตรียมตัวเข้าสู่ AEC ด้วย
บทต่อไป ผมจะนำเสนอเรื่อง ร่างพรบว่าด้วยการคุ้มครองส่วนบุคคล

Tuesday, June 26, 2012

ความพร้อมด้านคลาวด์คอมพิวติงของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในอาเซีย


            การบริการใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์กลายเป็นการบริการสาธารณูปโภคอีกประเภทหนึ่ง เหมือนการบริการใช้น้ำ ใช้ไฟ และโทรศัพท์ จากนี้ไป ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าปัจเจกบุคคล หรือองค์กร มีทางเลือกที่จะลงทุนไอซีทีด้วยตนเอง หรือใช้บริการจากศูนย์บริการจากศูนย์บริการ ท่านสามารถทบทวนความหมายของคลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) ตอนก่อนได้

              เมื่อการใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ มีลักษณะเป็นบริการสาธารณูปโภค ผู้ใช้จะจ่ายค่าบริการตามความจริง ไม่มีภาระการลงทุน และไม่ต้องดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง นอกจากอุปกรณ์ใช้งานประจำตัว เช่นเครื่องพีซี โน๊ตบุค สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ทำให้ประชากรที่จะใช้ประโยชน์จากไอซีทีกว้างขวางขึ้น ทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศแพร่หลายในวงกว้าง อันจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ การบริการสาธารณูปโภคแบบใหม่ หรือบริการคลาวด์ (Cloud)โดยย่อนี้ จึงอยู่ในความสนใจของทุกประเทศทุกวันนี้

              ในบทความนี้ ผมจะนำเสนอข้อมูลจาก AsiaCloud Computing Association เรื่องเปรียบเทียมความพร้อมด้านบริการคลาว 14 ประเทศ เพื่อให้เข้าใจสถานภาพของไทย ว่าพร้อมหรือไม่พร้อมกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียอย่างไร ให้เข้าใจจุดอ่อนและจุดแข็ง เพื่อจะได้เป็นข้อมูลสำหรับภาคธุรกิจ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง นำไปพิจารณาปรับปรุงให้แข่งขันได้ ในเวทีการบริการคลาวด์คอมพิวติง

              จากผลการประเมินของ Asia Cloud Computing Association ปี 2011 ไทยอยู่อันดับที่ 10 จาก 14 ประเทศ (ท่านสามารถอ่านรายงานจากเว็บไซท์ Asia Cloud Computing Association) แสดงว่าไทยยังค่อนข้างล้าหลังในกลุ่มประเทศอาเซีย ถึงแม้ว่า ภายในกลุ่มประเทศอาเซียน เราจะอยู่ระดับต้น ๆ รองจากสิงคโปร์กับมาเลเซียก็ตาม ก็ยังกล่าวไม่ได้ว่า ไทยมีศักยภาพด้านบริการคลาวด์ใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซีย (สิงคโปร์อยู่อันดับ 3 ขณะที่มาเลเซียอยู่อันดับ 7 ของอาเซีย) ไทยยังมีความอ่อนแอหลาย ๆ ด้านที่ต้องรีบเร่งปรับปรุงให้ดีขึ้น

              ความเป็นผู้นำด้านการค้า และการสื่อสารโทรคมนาคมของภูมิภาค สมรรถนะและความพร้อมด้านคลาวด์กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาอย่างจริงจัง ความจริงที่ว่าธุรกิจของไทยยังใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ได้เต็มที่ อีกทั้งยังขาดความพร้อมด้านบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และไม่มีมาตรการเด่นชัดเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราล้าหลังด้านบริการคลาวด์ การใช้คลาวในหลายประเทศ เริ่มกระจายในหมู่ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม โดยเฉพาะบริษัทที่ค่อนไปด้านขนาดเล็ก ด้วยเหตุที่งานยังไม่ซับซ้อนมาก และพร้อมที่จะทดลองคลาวด์กับงานใหม่ ๆ เพื่อลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายทำรายการ นำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพโดยรวม แต่การส่งเสริมให้กลุ่ม SME ใช้คลาวด์อย่างจริงจังนั้น ต้องอาศัยหน่วยงานรัฐที่จะสนับสนุนด้วยมาตราการจูงใจต่าง ๆ ตั้งแต่การลดภาษี จนถึงการลงทุนให้การศึกษา และสนับสนุนการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ เนื่องจากการใช้บริการคลาวด์ เป็นหนทางใหม่ที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพให้แก่ธุรกิจด้วยค่าใช้จ่ายที่่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ไอซีทีในแนวเดิม

              Asia Cloud Computing Association ประเมินความพร้อมด้านคลาวด์ โดยอาศัยข้อมูลส่วนหนึ่งจาก World Economic Forum (WEF) และอีกส่วนหนึ่งเก็บข้อมูลด้วยตนเอง แบ่งหัวข้อประเมินเป็นสิบเรื่อง ดังนี้

1.          เงื่อนไขการกำกับดูแล (Regulatory conditions) เป็นการประเมินความพร้อมด้านปกป้องผลประโยชน์ของผู้รับบริการ จากความไม่พร้อม และหรือการให้บริการอย่างไม่มีคุณภาพและไม่รับผิดชอบจากฝั่งผู้ให้บริการ เช่น เรื่องสัญญาที่เป็นธรรม การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เงื่อนไขด้านการใช้สิทธิ์เพื่อเข้าถึงข้อมูลจากทางราชการ ผลประเมินปรากฎว่า ไทยอยู่ในระดับต่ำสุด คือได้คะแนน 5 จาก 10  เรื่องนี้ เราต้องพูดคุยกันอีกมากในเวทีนี้
2.          การเชื่อมโยงด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International connectivity) เป็นการประเมินศักยภาพการเชื่อมโยงด้านโทรคมนาคมความเร็วสูง และราคาที่แข่งขันได้ คงไม่ประหลาดใจว่า ไทยอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน คือคะแนน 5 จาก 10
3.          กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data protection policy) เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 “ร่างพ...คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย เพิ่งผ่านกฤษฎีกาและผ่านคณะรัฐมนตรี เข้าใจว่าขณะนี้ ยังอยู่ในระหว่างรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ร่างพรบฉบับนี้มีอายุกว่าสิบปี ถูกร่างขึ้นก่อนยุคของคลาวคอมพิวติง จึงไม่แน่ใจว่า มาตราต่าง ๆ ที่ปรากฎในร่างพรบฉบับนี้ จะครอบคลุมประเด็นที่จะนำมาคุ้มครองการบริการและการใช้บริการคลาวหรือไม่ แนวคิดของร่างพรบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไปในแนวที่ให้องค์กรที่มีข้อมูลประชาชน ใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ออกให้โดยหน่วยงานของรัฐ คือคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และพิจารณาให้ใบรับรองเพื่อมีสิทธิใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นลักษณะ Self regulate คือให้ประชาคมดูแลกันเอง เมื่อมาถึงยุคคลาวคอมพิวติง เชื่อว่าคงต้องมีการทบทวนใหม่ว่า ร่างพรบฉบับปัจจุบัน ได้ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับบริการคลาว ที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่สังคม ทั้งสังคมไทย และต่างประเทศได้หรือไม่ ด้วยเหตุที่วันนี้ เรายังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับ การประเมินผลครั้งนี้ จึงได้คะแนนต่ำสุด คือได้ 2 คะแนนจาก 10
4.          คุณภาพด้านบรอดแบนด์ (Broadband quality) เป็นการวัดคุณภาพการให้บริการบรอดแบน์ รวมทั้งจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์ทั้งประเทศด้วย เช่นกัน ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้คะแนนต่ำมาก คือ 5 คะแนนจาก 10
5.          การจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาล (Government priority) เป็นการวัดว่ารัฐบาลให้ความสำคัญด้านไอซีทีมากน้อยเพียงใด ดูจากมุมมองการใช้งบประมาณ และการส่งเสริมสนับสนุนการใช้ไอซีทีของประเทศในภาพรวม ไทยถูกประเมินด้วยคะแนนที่ต่ำเช่นกัน คือได้คะแนน 4.1 จาก 10 คะแนน
6.          คุณภาพของระบบไฟฟ้า (Power grid quality) เป็นการวัดคุณภาพให้บริการด้านไฟฟ้า เป็นการวัดความเพียงพอ และทั่วถึง และคุณภาพของระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าที่รองรับการใช้ไอซีที และอุตสาหกรรมของประเทศอย่างไม่ติดขัด ในข้อนี้ ไทยได้คะแนนค่อนข้างดี คือได้ 7.6 คะแนนจาก 10
7.          การตรวจสอบปิดกั้นอินเทอร์เน็ต (Internet filtering) เป็นการประเมินนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์จากอินเทอร์เน็ต มีนโยบายที่เป็นกลาง และเหมาะสม ระหว่างการให้เสรีภาพด้านข่าวสาร กับการตรวจสอบปิดกั้น เพื่อรักษาศิลธรรมอันดีงาม และความปลอดภัยของประเทศ ในประเด็นนี้ไทยได้คะแนนค่อนข้างดี คือได้คะแนน 7.5 จาก 10
8.          ดัชนีประสิทธิภาพทางธุรกิจ (Business efficiency index) เป็นการประเมินผลจากปัจจัย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านผลิตภาพ ด้านศักยภาพของตลาดแรงงาน ด้านการเงิน การบริหารจัดการ และด้านทัศนคติและคุณค่า ไทยได้คะแนนระดับปานกลาง คือ 6.6 จาก 10
9.          ความเสี่ยงระดับโลก (Global risk) ทุกวันนี้โลกเรามีการเชื่อมโยงกันอย่างกว้างขวาง ทำให้ประเด็นความเสี่ยงโลกกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับนโยบายของประเทศ การประเมินในข้อนี้ รวมประเด็นสำคัญเจ็ดประเด็น ประกอบด้วย เรื่องเศรษฐกิจ การรักษาความปลอดภัย การกำกับดูแลอย่างธรรมภิบาล การรักษาความปลอดภัยด้านทรัพยากร ภูมิอากาศ การระบาดของโรคภัย และความปรองดองในสังคม ในข้อนี้ ไทยถูกประเมินด้วยคะแนนที่ต่ำมาก คือ 2 คะแนนจาก 10
10.     การพัฒนาทักษะด้านไอซีที (ICT development) เป็นการประเมินทักษะและความสามารถในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล การใช้ไอซีที และทักษะด้านไอซีทีทั่วไป ไทยได้คะแนนปานกลาง คือ 5.7 จาก 10 คะแนน

ในสิบเรื่องที่ใช้เป็นประเด็นประเมินความพร้อมที่กล่าวข้างต้น มีหลายกลุ่มที่ไทยยังมีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์มาก กลุ่มที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบแก้ไข คือ เรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเงื่อนไขการกำกับดูแล เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับบริการคลาว เมื่อผู้ใช้ไม่มั่นใจความปลอดภัย และยังไม่แน่ชัดว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการคลาวนั้น จะได้รับการคุ้มครองอย่างไร ก็ย่อมจะเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการบริการสาธารณูปโภคแบบใหม่นี้อย่างแน่นอน 

ความมั่นคงปลอดภัย และ Regulatory compliance ในการใช้บริการคลาวด์ ยังมีเรื่องที่ต้องพูดกันอีกหลายตอนครับ





Thursday, May 24, 2012

ความหมายของ Cloud Computing


ความหมายของคลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) ที่จะบรรยายต่อไปนี้ เรียบเรียงและแปลจาก The NIST (National Institute of Standards andTechnology ของสหรัฐอเมริกา) Definition of Cloud ComputingVersion 15, 10-7-09

คลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) เป็นรูปแบบบริการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ร่วมกันกับผู้อื่น (เช่น เครือข่าย เครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องบันทึกข้อมูล ระบบซอฟต์แวร์ และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง) ผ่านเครือข่าย มากน้อยตามความต้องการของผู้ใช้ การปรับเพิ่มและลดซึ่งทรัพยากรคอมพิวเตอร์สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว การบริการคลาวด์ (Cloud) ที่ให้ผู้ใช้เข้าถึงทรัพยากรตามความจำเป็นได้ตลอดเวลานั้น มีคุณสมบัติสำคัญ (Essential Characteristics) ห้าประการ และให้บริการ (Service models) ได้สามแบบ มีรูปแบบการใช้งาน (Deployment model) สี่ชนิด ดังรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไป
1.          คุณสมบัติสำคัญห้าประการ
1.1.      บริการด้วยตัวเองเมื่อต้องการ (On-demand self-service): ผู้ใช้สามารถระบุความต้องการ และขอใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เช่นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และระบบบันทึกข้อมูลที่เป็นเครือข่าย ด้วยตนเองได้ทุกเวลา โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการ
1.2.      เข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้ในวงกว้างผ่านเครือข่าย (Broad network access): ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ถูกจัดสรรให้ผู้ใช้ใช้งานผ่านเครือข่าย ด้วยกลไกที่เป็นมาตรฐาน ผู้ใช้ทำงานได้ด้วยอุปกรณ์หลากหลายชนิด (เช่น เครื่องโทรศัพท์พกพา เครื่องแล็บท๊อปคอมพิวเตอร์ และเครื่องพีดีเอ (Personal Digital Assistant, PDA))
1.3.      ทรัพยากรถูกรวบรวมจากที่ต่าง ๆ (Resource pooling): ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่จัดสรรให้กลุ่มผู้ใช้นั้น อาจมาจากศูนย์คอมพิวเตอร์หลาย ๆ แห่ง ผู้ใช้แต่ละรายใช้ทรัพยากรที่ถูกจัดสรรให้โดยไม่รบกวนกันและกัน ทรัพยากรชุดเดียวกัน แต่บริการหลาย ๆ คนได้โดยไม่รบกวนกัน เรียกว่า Multi-tenant model ซึ่งต่างกับ Multi-instance ในกรณีหลัง เป็นการบริการด้วยทรัพยากรหลายชุด ผู้ใช้แต่ละรายจะมีหนึ่งชุดเป็นของตนเอง ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ทั้งที่เป็นกายภาพ (Physical) และที่เป็นเสมือนกายภาพ (Virtual: การจัดสรรอุปกรณ์จากกองกลาง ที่ผู้ใช้รู้สึกเสมือนหนึ่งว่า เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แต่ผู้เดียว ทางเทคนิคเรียกว่า Virtualization) ที่นำมาจัดสรรให้ผู้ใช้นั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน อาจมาจากศูนย์คอมพิวเตอร์หลาย ๆ แห่ง หรือจากหลาย ๆ ประเทศได้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า ตนกำลังใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์จากสถานที่ใดในโลก ผู้ใช้สนใจเพียงว่าได้ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ตามขนาด และประสิทธิภาพที่ต้องการ แต่ ผู้ใช้อาจขอสิทธิ์ที่จะเลือกตำแหน่งศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ตนต้องการใช้ได้
1.4.      มีความยึดหยุ่นและปรับตัวได้รวดเร็ว (Rapid elasticity): การบริการคลาวต้องสามารถเพิ่มและลดขนาดอุปกรณ์ที่ให้บริการลูกค้าตามความต้องการ และ สามารถจัดสรรโดยอัตโนมัติได้ ในสายตาของผู้ใช้ ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่นำมาให้บริการ มีขนาดไม่จำกัด ผู้ใช้สามารถสั่งให้เพิ่มหรือลดได้ตลอดเวลาตามความต้องการ
1.5.      การบริการที่วัดได้ (Measured service): ระบบที่ให้บริการแบบคลาวด์ต้องวัดปริมาณการใช้ตามชนิดของบริการได้ (เช่น บริการบันทึกข้อมูล บริการประมวลผล ฯลฯ) ตามความเป็นจริง ต้องสามารถติดตามและควบคุมการใช้ทรัพยากรทุก ๆ วินาที เพื่อความโปร่งใส ระบบบริการต้องสามารถรายงานผลการใช้แก่ทั้งผู้รับบริการ และผู้ให้บริการ อย่างถูกต้อง และตรงไปตรงมา
2.          การบริการสามแบบ (Service Model)
2.1.      Software as a Service (SaaS): เป็นการให้บริการใช้ระบบงาน หรือซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application) ที่ผู้ให้บริการจัดหาให้ ซอฟต์แวร์เหล่านี้ทำงานกับโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ให้บริการแบบคลาว ผู้ใช้จะทำงานผ่าน Web browser ด้วยอุปกรณ์ใดก็ได้  การบริการรูปแบบนี้ ผู้ใช้ไม่มีหน้าที่จัดการหรือควบคุมโครงสร้างพื้นฐานไอที และระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ให้บริการ แต่ในบางกรณี ผู้ใช้อาจต้องดูแลข้อกำหนดคุณลักษณะบางประการของระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application configuration settings) เพื่อความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของธุรกิจ ด้วยตัวเอง
2.2.      Platform as a Service (PaaS): เป็นบริการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเพื่อปรับปรุงและทดสอบระบบงาน หรือระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Deploy) โดยมีข้อแม้ว่า ระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์จะต้องถูกพัฒนาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือซอฟต์แวร์อื่น ๆ ที่ผู้ให้บริการจัดเตรียมให้เท่านั้น ผู้ใช้ไม่มีหน้าที่จัดการหรือควบคุมโครงสร้างพื้นฐานไอทีใด ๆ (ระบบเครือข่าย เครื่องเซิร์ฟเวอร์ ระบบซอฟต์แวร์ปฎิบัติงาน (Operating system)  ฯลฯ) ผู้ใช้จะดูแลรับผิดชอบเฉพาะระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ของตัวเอง รวมทั้งข้อกำหนดเงื่อนไขและคุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทดสอบ (Application hosting environment configuration) เท่านั้น
2.3.      Infrastructure as a Service (IaaS): เป็นบริการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเพื่อการประมวลผล และปรับปรุงทดสอบระบบซอฟต์แวร์ โดยผู้ใช้มีหน้าที่จัดหา ระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์และ ระบบซอฟต์แวร์ปฎิบัติงาน (Operating system)  ผู้ใช้ไม่มีหน้าที่ที่จะจัดการและควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที แต่มีหน้าที่ควบคุมดูแลระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ทำงาน รวมทั้งระบบฐานข้อมูล และในบางกรณีอาจรวมถึงอุปกรณ์บางชนิดของระบบเครือข่าย เช่นระบบไฟร์วอลล์(Firewall)
3.          รูปแบบการใช้งาน (Deployment model) สี่ชนิด
3.1.      คลาวด์ส่วนตัว (Private cloud): เป็นการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที เฉพาะสำหรับองค์กรหนึ่งองค์กรใด ผู้ใช้อาจดูแลอุปกรณ์ไอทีด้วยตนเอง หรือจ้างบุคคลที่สามดูแลให้ก็ได้ อุปกรณ์อาจติดตั้งในสถานที่ของผู้ใช้ หรืออยู่ภายนอกทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้
3.2.      คลาวด์ชุมชน (Community cloud): เป็นการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีร่วมกันเฉพาะในกลุ่มสมาชิกที่มีเรื่องต้องปฎิบัติ หรือต้องกังวลคล้ายกัน เช่นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยการใช้ข้อมูล มีข้อต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขของรัฐ หรือขององค์กรเหมือนกัน หรือมีกฏระเบียบและกติกาที่ต้องปฎิบัติคล้ายกัน ชุมชนอาจดูแลและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้วยชุมชนเอง หรือทำผ่านบุคคลที่สาม อุปกรณ์จะติดตั้งในสถานที่ของชุมชน หรือนอกสถานที่ก็ได้
3.3.      คลาวด์สาธารณะ (Public cloud): เป็นการใช้บริการคลาวด์ร่วมกับสาธารณะชน องค์กรทั่วไป และกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ ผู้ให้บริการเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไอทีและระบบซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
3.4.      คลาวด์ลูกผสม (Hybrid cloud): เป็นการใช้บริการที่ผสมผสานระหว่างคลาวด์ส่วนตัว คลาวด์ชุมชน หรือคลาวด์สาธารณะ ผู้ให้บริการแต่ละราย ที่ให้บริการภายใต้คลาวลูกผสมนี้ ต่างทำงานแบบอิสระ ระบบคราวด์ไม่ว่าจะเชื่อมโยงด้วยเทคนิคที่เป็นมาตรฐาน หรือเทคโนโลยีเฉพาะ จะต้องสามารถทำงานร่วมกันในระดับข้อมูลและระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้

Saturday, May 12, 2012

วิทยาการบริการ (Service Science) เพื่อการบริหารการศึกษา


วิทยาการบริการ (Service Science) เพื่อการบริหารการศึกษา        
1.          แนวคิดของวิทยาการบริการเพื่อการศึกษา
วิทยาการบริการเป็นสหวิทยาการสาขาใหม่ ที่เน้นศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่องรูปแบบ (Model) ทฤษฎี และการประยุกต์ ในสิ่งที่เกี่ยวกับบริการ วิทยาการนี้จะช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมจนนำไปสู่การสร้างศักยภาพการแข่งขัน และการสร้างคุณภาพของสรรพสิ่งที่ดีกว่า โดยอาศัยแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมกัน (Value co-creation) นวัตกรรมด้านบริการ (Service Innovation) เป็นการสร้างคุณค่าและประโยชน์ ให้แก่ลูกค้า พนักงาน เจ้าของธุรกิจ พันธมิตร และ/หรือ ชุมชน ด้วยบริการแนวใหม่ ๆ ในรูป กระบวนการบริการ (Service processes) รูปแบบธุรกิจ (Business models) และข้อเสนอ (Offering) ตามแนวความคิดของวิทยาการบริการ (Service Science Logic)
ถึงแม้บริการการศึกษาได้ถูกจัดให้เป็นธุรกิจบริการอยู่แล้ว แต่เป็นบริการตามความคิดเดิม ที่มองการศึกษาในลักษณะเดียวกับสินค้า คือให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต และ Output ที่เกิดจากการผลิต โดยไม่คำนึงว่า Output นั้น ๆ มีคุณค่าแก่ผู้รับบริการหรือไม่อย่างไร แต่บริการการศึกษาในบริบทของวิทยาการบริการ ให้ความสำคัญกับการใช้ทักษะและความรู้ของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการสร้างคุณค่า ขณะที่คุณค่า (Value) นั้น ผู้เรียนจะเป็นผู้ประเมินเองว่ามีประโยชน์และมีคุณค่าจริงหรือไม่ นักศึกษาแต่ละคนอาจมองดูคุณค่าแตกต่างกันได้ ความน่าสนใจของหลักคิดนี้ อยู่ที่ว่า คุณค่าไม่สามารถสร้างขึ้นได้โดยผู้ให้บริการ หรืออาจารย์ผู้สอนโดยลำพัง แต่จะถูกสร้างขึ้นร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการ คืออาจารย์ และผู้รับบริการ คือผู้เรียน (Co-creation of value) การเรียนรู้ในบริบทของวิทยาการบริการ จึงเป็นการเรียนจากกันและกัน ในระหว่างอาจารย์ นักศึกษา และเพื่อนร่วมเรียน เน้นวิธีการเรียนแบบปฎิสัมพันธ์กัน ช่วยเหลือและแบ่งปันความรู้ระหว่างกัน วิทยาการบริการจึงน่าจะเป็นหนทางที่ดี ที่จะนำมาปรับปรุงระบบการเรียนการสอนของศตวรรษที่ 21 ให้มีความเหมาะสมกับสภาพของสังคมที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

2.          สถานบันการศึกษาต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
2.1.      การเปลี่ยนแปลงในเชิงยุทธศาสตร์
สถาบันการศึกษาต้องมีมาตรการที่จะนำแนวคิดของวิทยาการบริการหล่อหลอม (Infusion) เข้ากับระบบจัดการการศึกษา โดยยอมรับว่า บริการเป็นกระบวนการสร้างคุณค่าให้นักศึกษาด้วยทักษะและความรู้ในรูปแบบร่วมสร้างคุณค่ากับนักศึกษา แทนความคิดเดิมว่า การศึกษาเป็นการผลิตบัณฑิตตามหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนที่กำหนดเป็นโปรแกรมล่วงหน้า เหมือนกับการผลิตสินค้าแบบ Mass production ในโรงงานอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษาต้องมีมาตรการที่นำแนวคิดการบริการแบบใหม่มาหล่อหลอมรวมกับวัฒนธรรมเดิม เพื่อให้สามารถจัดการการศึกษาตามแนวใหม่นี้ได้อย่างได้ผล สถาบันต้องเรียนรู้วิธีสร้างข้อเสนอ (Value proposition) ที่ให้นักศึกษานำไปสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ตลอดจนวิธีประเมินผลสัมฤทธิ์ในบริบทของคุณค่าที่นักศึกษาได้รับไป หรือประสบการณ์ใหม่ที่นักศึกษา (Customer experiences) จะได้ไป สถาบันยังต้องมีวิธีจัดโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองความต้องการของนักศึกษาแนวใหม่นี้ได้
การเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นสิ่งจำเป็น และใช้เวลาทำให้เกิดขึ้น สถาบันต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนา ค่านิยม (Value) และความเชื่อ (Beliefs) ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแบบใหม่ ค่านิยม หมายถึงความคิดเห็นของพนักงานและคณาจารย์จำนวนหนึ่ง หรือส่วนใหญ่ ต่อยุทธศาสตร์บริการ ต่อข้อเสนอแก่นักศึกษา และวิธีการจัดการกับงานบริการ ว่าเป็นสิ่งดี และมีคุณค่า ส่วนความเชื่อ หมายถึง ข้อสรุปของพนักงานและคณาจารย์จำนวนหนึ่ง หรือส่วนใหญ่ต่อการที่สถาบันหันมาทุ่มเทกับงานบริการแบบใหม่ ว่าแนวความคิดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสถาบัน และสมาชิกของสถาบันทั้งในระยะสั้น และยาว นักศึกษา และสังคมจะได้ประโยชน์ตามแผนยุทธศาสตร์จริง  ค่านิยมและความเชื่อนี้จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่และคณาจารย์ยึดมั่นปฎิบัติตามนโยบายด้วยความเชื่อมั่น และมีความเชื่อว่าการให้ความร่วมมือประสานงานกันจะทำให้การบริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถร่วมกันปฎิรูประบบการศึกษาให้ได้ผลตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ได้
2.2.      การเปลี่ยนแปลงในเชิงพัฒนา
สถาบันต้องมีมาตรการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมด้านกระบวนการเรียนรู้ การศึกษายุคใหม่มีแนวโน้มจะเน้นการออกแบบกระบวนการเรียนการสอน (Learning pedagogy) ที่อาศัยไอซีทีในบริบทของวิทยาการบริการ การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้างคุณค่าร่วมกัน ดังนั้น สถาบันต้องมีการพัฒนาระบบบริการการศึกษาที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนแบบปฎิสัมพันธ์กันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเรียนแบบ Co-creation ได้อย่างมีประสิทธิผล การพัฒนาแนวทางใหม่นี้ แบ่งเป็นนวัตกรรมสองด้าน คือ 1) แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนการสอน (Learning platform) เป็นระบบไอซีทีที่ให้บริการแก่คณาจารย์และนักศึกษา เพื่อร่วมทำกิจกรรมการศึกษา และ 2) กระบวนการเรียนตามรายวิชา (Pedagogy) ซึ่งแตกต่างตามรายวิชา ตามวิธีการที่อาจารย์จะออกแบบ ให้มีความเหมาะสมกับการเรียนรู้ตามแต่ละวิชา ดังรายละเอียดที่จะบรรยายต่อไป
2.3.      การเปลี่ยนแปลงในเชิงปฎิบัติ
การเรียนการสอนตามแนวคิดใหม่นี้ ผสมผสานระหว่างการเรียนในชั้นเรียน การเรียนด้วยตนเอง และการเรียนด้วยการทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนร่วมเรียน สถาบันจึงต้องมีมาตรการที่จะสร้างสมรรถะให้แก่คณาจารย์ ให้พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และให้อาจารย์เข้ามีส่วนร่วมกับนักศึกษาในกระบวนการร่วมสร้างคุณค่าในการพัฒนาองค์ความรู้แก่นักศึกษา อาจารย์ต้องจัดเวลาเพื่อปฎิสัมพันธ์กับนักศึกษา คอยติดตามการเรียนและพร้อมให้คำแนะนำปรึกษาได้ อาจารย์ต้องเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการเรียนการสอน ทำตัวใกล้ชิดกับผู้เรียน และติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าของการเรียนอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญ อาจารย์ต้องปรับปรุงวิธีประเมินผลการเรียนอย่างใกล้ชิด และมีข้อมูลพร้อมที่จะปรับปรุงหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอนให้เหมาะสม โดยเน้นคุณค่าที่นักศึกษาพึงจะได้เป็นหลัก

3.          นวัตกรรมด้านบริการการศึกษา
การศึกษาตามแนวคิดของวิทยาการบริการ และภายใต้การสนับสนุนจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนั้น อาจารย์ผู้สอนต้องเปลี่ยนบทบาทจากการสอนแบบเดิมในชั้นเรียน เป็นผู้ออกแบบวิธีการเรียน (Pedagogy design) และจัดเนื้อหาสาระประกอบการเรียน รวมทั้งกำหนดมาตรการ และแนะแนวให้นักศึกษาเรียนด้วยตนเอง และเรียนร่วมกับเพื่อนร่วมเรียน ในลักษณะสร้างคุณค่าการศึกษาร่วมกัน การเรียนรู้กลายเป็นภารงานของนักศึกษา ในขณะที่ภารงานของอาจารย์ เป็นเรื่องการออกแบบวิธีการเรียน และสรรหาเนื้อหาสาระที่ทันสมัย เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ รวมทั้งการแนะนำ และชี้แนะ ให้นักศึกษาพัฒนาการเรียนรู้ตามความจำเป็น นวัตกรรมด้านบริการการศึกษาจึงเน้นในสองด้านดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นดังนี้ คือ 1) แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนการสอน (Learning platform) และ 2) กระบวนการเรียนตามรายวิชา (Pedagogy) ซึ่งแตกต่างตามรายวิชา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

3.1.                     แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนการสอน (Learning platform)
สถาบันการศึกษามีหน้าที่ออกแบบและจัดหาระบบบริการการเรียนการสอนที่ใช้ไอซีทีเพื่อสนับสนุนการทำกิจกรรมตามที่กล่าวข้างต้นได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิผล โดยมีคุณสมบัติ และความสามารถอย่างน้อยดังต่อไปนี้
1.          ระบบบริการต้องถูกออกแบบเน้นคุณภาพด้านการให้บริการ (Process of serving) ตามแนวคิดของวิทยาการบริการ การบริการการเรียนรู้มีลักษณะเรียนรู้กันเป็นเครือข่าย ดังนั้น ระบบบริการต้องทำงานเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถอำนวยการเรียนการสอนได้อย่างสะดวก ใช้ง่าย สามารถสร้างความกระตือรือร้นที่อยากเรียน ให้โอกาสนักศึกษาเรียนได้หลาย ๆ ช่องทาง (Multi-channel) ประกอบด้วย อุปกรณ์พกพา และเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกชนิด ผ่านอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายสังคม เรียนได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา นักศึกษาต้องรู้สึกว่าได้รับการเอาใจใส่ และใกล้ชิดกับอาจารย์ผู้สอน รวมทั้งรู้สึกเป็นกันเองกับเพื่อนร่วมเรียน ทำให้การเรียนร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน ดำเนินการได้อย่างเป็นมิตรและอบอุ่นใจ
2.          ระบบบริการต้องถูกออกแบบโดยคำนึงถึงการทำให้เกิดคุณค่าจากการเรียนการสอน (Intangibility) เช่นผลการเรียน ความพึงพอใจในการรับบริการ หรือการบริการการศึกษาที่ให้ประสบการณ์ที่ดี โดยเน้นที่องค์ประกอบ 4 ด้านดังนี้
1)         ความน่าเชื่อถือ (Reliability) หมายถึงการบริการการศึกษาที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียน อาจหมายถึง การมีเนื้อหาสาระ รวมทั้งวิธีการเรียนการสอนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ คณาจารย์มีคุณภาพ และเอาใจใส่ต่อการสอนและแนะแนวให้นักศึกษาอย่างใกล้ชิดและอบอุ่น รวมทั้งมีกระบวนการสอนที่น่าสนใจ และจูงใจให้เกิดการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ
2)         ความสะดวกสบาย (Convenience) ในด้านบริการการศึกษา ความสะดวกสบายหมายถึงการให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ และร่วมทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนจากสื่อหลายสื่อ (Multiple channel) เช่นเรียนจากคอมพิวเตอร์ และจากอุปกรณ์พกพา สามารถเข้าถึงบทเรียน และเนื้อหาสาระที่จำเป็นต่อการศึกษาได้ง่ายและสะดวก สามารถทำกิจการการเรียนได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา ตลอดจนความสะดวกในการขอรับการปรึกษาชี้แนะจากอาจารย์ผู้สอน รวมทั้งง่ายต่อการทำงานและปรึกษาหารือกับเพื่อนร่วมเรียน
3)         ความสามารถในการตอบสนอง (Responsiveness) ในด้านการศึกษา หมายถึงสามารถช่วยแก้ไขประเด็นปัญหาของผู้เรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอนได้รวดเร็ว มีระบบประเมินผลการเรียนของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และสามารถกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาให้นักศึกษาได้ทันท่วงที สามารถปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนในทันการณ์เมื่อพบว่ามีเหตุจำเป็น และสมควรที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน โดยเน้นผลลัพธ์และคุณค่าในการเรียนรู้ของนักศึกษาเป็นหลัก
4)         ความสัมพันธ์กัน (Relevance) ในการบริการการศึกษา ความสัมพันธ์กัน หรือเข้าประเด็นกัน หมายถึงการมอบหมายงาน (Assignment) และการจัดเตรียมเนื้อหาสาระเพื่อการเรียนนั้น มีความสัมพันธ์กับสาขาวิชา และภูมิปัญญาของผู้เรียน มีความพอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป ผู้เรียนนำไปใช้เพื่อการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิผล ผู้สอนรู้ภูมิหลัง และพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อช่วยสร้างบทเรียนและกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล (Personalized)
3.          ระบบบริการการเรียนการสอนต้องให้นักศึกษาเข้าถึงแหล่งความรู้ และเนื้อหาสาระได้ด้วยความสะดวก นอกจากนี้ ยังต้องบริการให้ผู้เรียนและเพื่อนร่วมเรียนใช้สติปัญญาของตนเอง ทำให้เกิดผลการเรียนรู้ทั่วถึงกัน เพื่อบรรลุผลดังกล่าว ผู้สอนและผู้ออกแบบระบบบริการการเรียนการสอนต้องเข้าใจหรือคาดการณ์ความต้องการของผู้เรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ  เพื่อให้เกิดการประสานความรู้และทักษะของแต่ละบุคคล ร่วมพัฒนาความรู้ในแต่ละสถานการณ์ได้
4.          ความสมดุล เที่ยงตรง และชัดเจนด้านข้อมูล (Information symmetry) รวมทั้งความเท่าเทียมกันในการให้ข้อมูล เมื่อใช้สำหรับบริการการศึกษา Information symmetry หมายถึงผู้สอนต้องจัดหาบทเรียน และเนื้อหา ที่ถูกต้องและชัดเจน ให้ผู้เรียนนำไปพัฒนาความรู้ นักศึกษาที่เข้าร่วมกระบวนการเรียนร่วมกับเพื่อนเรียนต้องเสนอความรู้และข้อมูลที่เที่ยงตรง และสมบูรณ์ที่สุด ผู้สอนและผู้เรียนต้องมีการแบ่งปันความรู้และทักษะอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ลำเอียงและบิดเบือน ระบบบริการการศึกษาต้องถูกออกแบบให้มีมาตรการปฎิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบบริการและผู้ใช้ อย่างเหมาะสม ไม่มากไปหรือน้อยไป และสามารถปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันได้ด้วยข้อมูลที่ชัดเจน
5.          สื่อสารแบบสองทาง คือแบบสนทนากัน (Conversational) การปฎิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้แบบใหม่ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้สอน ผู้เรียน และเพื่อนร่วมเรียน ต้องมีทักษะการสื่อสารและสนทนาระหว่างกันและกัน ซึ่งเป็นทักษะ พื้นฐานของการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ระบบบริการการศึกษาจะถูกออกแบบให้ใช้กลุ่มซอฟต์แวร์เว็บ 2.0 ที่สนับสนุนการสื่อสารแบบสองทาง เช่น Forum, Online chat, Wiki, SMS ระบบบริการการศึกษายังต้องถูกออกแบบให้บริการแก้ปัญหาเฉพาะด้านเป็นราย ๆ ได้ การออกแบบเน้นการทำงานปฎิสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสม เป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะสร้างความกระตือรือร้นที่จะเรียนและสอนผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ตามลักษณะที่กล่าวได้
6.          ข้อเสนอเพื่อนำไปสร้างคุณค่า (Value proposition) เป็นสิ่งที่อาจารย์ผู้สอนจัดทำขึ้น เพื่อเสนอให้ผู้เรียนนำไปใช้ประกอบการเรียน ระบบบริการต้องถูกออกแบบให้สามารถช่วยผู้สอนสร้างข้อเสนอได้โดยง่ายและสะดวก ข้อเสนอจะต้องมีคุณภาพ และมีคุณค่า สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าด้านการศึกษาได้ในหลาย ๆ บริบท  
7.          การสร้างความสัมพันธ์ (Relational) การศึกษายุคใหม่ต้องอาศัยความรู้และความชำนาญที่หลากหลาย ที่ไม่สามารถคาดหวังได้จากคนเพียงคนเดียว ความเชี่ยวชาญของวิชาที่เป็นสหวิทยาการมักจะกระจายอยู่กับคนหลาย ๆ คน การเรียนจึงต้องพึ่งพาอาศัยคณะบุคคล ที่ร่วมกันถ่ายทอด และพัฒนาความรู้ให้แก่กันและกัน การสร้างความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ผู้สอนกับผู้เรียน และในกลุ่มผู้เรียนด้วยกัน รวมทั้งความสัมพันธ์กับแหล่งทรัพยากรและองค์ความรู้ภายนอก ระบบบริการการศึกษาต้องถูกออกแบบให้สามารถสร้างความสัมพันธ์ในวงกว้างได้ ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม (Social Software) ซึ่งก็คือกลุ่มซอฟต์แวร์ในตระกูล Web 2.0 จึงมีประโยชน์มากที่จะสนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์เพื่อการเรียนการสอนตามที่กล่าว
3.2.      อำนวยความสะดวกต่อการสร้างกระบวนการเรียนตามรายวิชา (Pedagogy design)
การสร้างกระบวนการเรียนตามรายวิชาเป็นภารกิจของอาจารย์ผู้สอน นวัตกรรมระดับนี้ ต้องเริ่มจากฝึกให้คณาจารย์มีทักษะที่จะออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาสถาบันการศึกษาต้องจัดสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน อำนวยความสะดวกแก่คณาจารย์ทำภารกิจนี้ได้โดยง่าย  ไม่สลับซับซ้อนมาก ต้องไม่ทำให้อาจารย์กังวลกับเรื่องทางเท็คนิคโดยไม่จำเป็น แนวคิดของวิทยาการบริการช่วยเรากำหนดข้อสมมุติฐาน ที่นำไปสู่การออกแบบกระบวนการเรียนการสอนแนวใหม่ได้ดังนี้
1.          นักศึกษาจะร่วมสร้างคุณค่าการศึกษาให้ตนเองได้ดี จำเป็นต้องมีระบบบริการที่ใช้ง่าย สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ และทำกิจกรรมการเรียนได้สะดวก จากช่องทางหลายช่องทาง (Multiple channel) และทำได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา
2.          นักศึกษาจะเป็น Co-creator of value ที่ดี และได้ผลสัมฤทธิ์ อาจารย์ต้องทำหน้าที่เป็น Prime mover ขับเคลื่อนกระบวนการสร้างคุณค่า ด้วยวิธีบริหารจัดการ และติดตามการสร้างคุณค่าอย่างใกล้ชิด
3.          อาจารย์ที่เข้าใจพฤติกรรมการเรียน และภูมิหลังของนักศึกษา จะสามารถออกแบบกระบวนการเรียนที่ดีให้นักศึกษาได้
4.          ผลการเรียนขึ้นอยู่กับความสามารถของอาจารย์ที่จะออกแบบ Assignment และมอบหมายให้นักศึกษาทำงานในปริมาณที่เหมาะสม และด้วยเนื้อหาสาระที่ตรงประเด็นกับเป้าประสงค์ของการเรียน
5.          ผลสัมฤทธิ์ขึ้นอยู่ที่ความสามารถของอาจารย์ที่จะทำให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยยึดหลักการช่วยตัวเอง มีการช่วยเหลือ ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกลุ่มผู้เรียน การเรียนร่วมกันเป็นกลุ่ม และเป็นเครือข่ายจะได้ผลดี อาจารย์ต้องมีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย
6.          ผลการเรียนขึ้นอยู่กับความสามารถของอาจารย์ที่จะ Liquefy ความรู้ และ Unbundle กระบวนการเรียนเพื่อนำไป Reconfigure กระบวนการเรียนรูปแบบที่เหมาะกับหัวข้อเรียน (Offering หรือ Value proposition)
7.          ความสามารถในการดูดซับความรู้ ขึ้นอยู่ที่สมรรถนะของการทำงานร่วมกับผู้อื่น

เอกสารอ้างอิงและแนะนำให้อ่าน (References and Recommended Readings)
1.          Bellanca, James (2010), 21st Century Skills: Rethinking How Students Learn (Leading Edge), Solution Tree Press, Bollomington.
2.          Bingham, Tony, Conner, Marcia (2010), The New Social Learning: A guide to transforming Organziations Through Social Media, Berrett-Koehter Publishers, Inc., San Francisco.
3.          Bitner Mary Jo, Ostrom, Amay L., Morgan, Felicia N., (2007), Service Blueprinting: A Practical Technque for Service Innovation, Arizona State University, 2007.
4.          Christensen, Clayton M. (2011), Disrupting Class, Expanded Edition: How Disruptive Innovation Will Change the Way the World Learns, Mc Graw-Hill, New York.
5.          Davidson, Cathy N., Coldberg, David Theo (2009) The Future of Learning Institutions in a Digital Age, The MIT Press, Massachusetts.
6.          IBM Global Education (2009), Education for a Smarter Planet: The Future of Learning, IBM Corporation, New York.
7.          Nyvang, Tom (2006), Implementation of ICT in Higher Education: A case study of teachers implementing ICT into their teaching practice, http://hal.archives-ouvertes.fr/docs/00/19/03/29/PDF/Tom-Nyvang-2006.pdf
8.          Potter, Mike A. (2010), The Big Fight: Classroom Learning Versus E-Learning, Management Systems, February 2010, Vol.2, Issue 2, pp 34-38.
9.          Shepherd, Clive (2011), The New Learning Architect, www.onlignment.com/new-learningarchitect
10.     Shostack, Lynn G., (1984) Designing Service That Deliver, Harvard Business Review, January-February 1984.
11.     Spohrer, Jim, Kwan, Stephen, Service Science, Management, Engineering, and Design (SSMED): An Emerging Discipline- Outline & Reference, San Jose State University, International Journal of Information System in the Service Sector, 1(3), May, 2009.
12.     Vargo, Stephen, Akaka, Melissa (2009), Service-Dominant Logic as a Foundation for Service Science: Clarifications, Service Science 1(1), pp. 32-41, April 7, 2009.
13.     W.P Carey School of Business, Arizona State University, Creating Definitions of Service Science and Service Innovation, December 1, 2008.