Saturday, October 26, 2013

ทิศทางของไอซีทีปี 2014 ในสายตาของ Gartner ตอนที่ 1




เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา Gartnerได้เผยแพร่การพยากรณ์เรื่องทิศทางไอซีที ที่เรียกว่า “Top Strategic Technologies for 2014”  ซึ่งหมายถึง  “เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่มีศักยภาพที่จะสร้างผลกระทบแก่องค์กรในช่วงสั้น ๆ (3 ปีข้างหน้า)  เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีโอกาสนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ธุรกิจ จึงจำเป็นที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ และพิจารณาลงทุนในด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง  มิฉะนั้นมีความเสี่ยงที่จะตามคู่แข่งไม่ทันได้” การพยากรณ์ครั้งนี้ก็เหมือนเช่นเคย มีทั้งหมด 10 รายการ
              ผมพยายามทำความเข้าใจกับเนื้อหาฉบับภาษาอังกฤษฉบับย่อ (เพราะไม่มีตังซื้อฉบับใหญ่) และเรียบเรียงให้พอได้ใจความในประเด็นสำคัญ ๆ เป็นภาษาไทย หวังให้ผู้บริหาร หรือผู้ที่สนใจไอซีที แต่ไม่อยู่ในสายเทคนิคโดยตรง ได้มีโอกาสรับรู้พัฒนาการของไอซีทีที่เป็นอยู่ในขณะนี้ที่จะมีผลกระทบต่อกิจการงานและอาชีพของทุกคนทุกอาชีพในอนาคตอันใกล้ ผมได้พยายามเรียบเรียงให้ตรงตามความหมายฉบับภาษาอังกฤษให้มากที่สุด แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ตรงเลยทีเดียว จึงขอแนะนำว่า ถ้าจำเป็น ควรหาโอกาสอ่านจากฉบับภาษาอังกฤษเพื่อความชัดเจนและถูกต้องเพิ่มขึ้น ฉบับภาษาอังกฤษหาได้จาก http://www.gartner.com/newsroom/id/2603623

Gartner’s the Top 10 Strategic Technology Trends for 2014

1.          ความหลากหลายของอุปกรณ์พกพาและการจัดการ (Mobile device diversity and management)
Gartner พยากรณ์ว่าอุปกรณ์พกพา (Mobile device) จะเพิ่มความหลากหลายและเพิ่มจำนวนมากขึ้น จำนวนพนักงานที่นำอุปกรณ์พกพาส่วนตัวไปทำงาน (Mobile workforce) จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว แต่ก็ติดปัญหาที่องค์กรยังคงจำกัดการเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาเข้ากับระบบสารสนเทศขององค์กรด้วยเหตุผลของความปลอดภัย ทำให้พนักงานยังไม่สามารถทำงานในลักษณะทุกอย่าง-ทุกที่-ทุกเวลาได้ การนำอุปกรณ์พกพาส่วนตัวไปใช้ในกิจการขององค์กร เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Bring your own device (BYOD)”  เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้บริหารต้องทบทวนนโยบายกันอย่างจริงจัง องค์กรจะต้องมีความชัดเจนว่า ให้พนักงานใช้อุปกรณ์พกพาส่วนตัวทำอะไรได้แค่ไหน และต้องให้มีความสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน
การพยากรณ์ของ Gartner ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า จากนี้ไป เมื่ออุปกรณ์พกพามีความสามารถมากขึ้น  ประชากรโลกก็จะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ทำธุรกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ถึงขั้นที่คนเราจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ทำงานทุกชนิดได้แบบทุกที่และทุกเวลา  ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการติดต่อกัน การทำงาน และการประกอบกิจกรรมอื่น ๆ การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนจะกดดันภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาครัฐ ให้ทบทวนยุทธศาสตร์ด้านบริการใหม่เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกัน

2.         ซอฟต์แวร์แบบใช้กับอุปกรณ์พกพากับซอฟต์แวร์ระบบงานขนาดใหญ่ (Mobile apps and application)
Mobile apps ในที่นี้หมายถึงโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ทำงานกับอุปกรณ์พกพา รู้จักกันในชื่อสั้น ๆ ว่า “app” ส่วน Application หมายถึงระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ที่ทำงานอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ Server โปรแกรม apps กับ applications ทำงานร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ตได้ โดย apps ทำงานเป็นส่วนหน้า (front stage) และ applications ทำงานอยู่ส่วนหลัง (back stage)  
Gartner พยากรณ์ว่าเนื่องจากภาษาคอมพิวเตอร์ JavaScript จะเพิ่มความสามารถมากขึ้นเป็นผลให้ภาษา HTML5 และระบบบราวเซอร์ (Browser) กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ระดับองค์กร (Enterprise application) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบซอฟต์แวร์ในส่วนติดต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface) โดยใช้เทคโนโลยีเสียงพูดและวิดีโอด้วยเพื่อสื่อสารกับผู้ใช้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
Gartner ยังพยากรณ์ว่าซอฟต์แวร์กลุ่ม apps จะเพิ่มบทบาทมากขึ้น ในขณะที่ซอฟต์แวร์กลุ่ม Applications จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง เนื่องจากความสามารถของอุปกรณ์พกพาที่เพิ่มมากขึ้น     ซอฟต์แวร์ประเภท apps มีขนาดเล็กและทำงานเจาะจงกว่า เช่น apps ที่ทำหน้าที่เฉพาะจองห้องพัก  หรือ app ซึ่งทำหน้าที่ค้นหาร้านค้าที่เสนอส่วนลดราคาพิเศษประจำวัน  ในขณะที่  Application จะทำงานครอบคลุมกว้างขวางกว่า เช่นระบบบริหารงานโรงแรม มีหน้าที่ตั้งแต่บริการจองห้องพักและงานอื่น ๆ ที่ Front office ตลอดจนถึงงาน Back office และงานบริการร้านอาหาร  นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องสร้าง apps ในลักษณะที่สามารถทำงานบูรณาการสนับสนุนขั้นตอนการทำงานของกระบวนงานที่ครบวงจรได้ เช่นกลุ่ม apps ที่ทำหน้าที่บริการลูกค้าจองห้องพัก  มี app บริการ Check-in และอีก app หนึ่งทำหน้าที่บริการ Check-out และอื่น ๆ โดยแต่ละ app ทำงานเป็นอิสระ และต่างเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริการลูกค้าแบบ End-to-end ที่ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์บริการ (Services) ที่ทำงานอยู่บนคลาวด์ ทดแทนระบบบริหารงานโรงแรมที่เป็น Application ได้
Gartner ยังพยากรณ์ว่าการที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์จะสร้าง app ที่สามารถทำงานบูรณาการให้เป็นงานระดับใหญ่ขององค์กรได้นั้น จะเพิ่มความสลับซับซ้อนมาก จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือซอฟต์แวร์ช่วยการพัฒนา ขณะนี้มีบริษัทสร้างเครื่องมือเพื่อวัตถุประสงค์ที่กล่าวจำนวนมากกว่า 100 ราย แต่ยังไม่มีเครื่องมือชุดใดสามารถตอบโจทย์ความต้องการนักพัฒนา app ในทุก ๆ ด้านได้อย่างสมบูรณ์  ดังนั้นนักพัฒนาจึงยังไม่มีทางเลือก ต้องยอมใช้เครื่องมือหลาย ๆ ชุดตามความเหมาะสมของ app ที่จะถูกสร้างขึ้น
Mobile apps เป็นซอฟต์แวร์ทำหน้าที่ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้โดยตรงและตลอดเวลา จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ามีความพอใจหรือไม่จากการใช้บริการ การออกแบบ Mobile apps ที่ดีจะมีผลต่อประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้ใช้ และมีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ด้วย นักออกแบบและนักพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ Mobile apps จึงจำเป็นต้องมีประสบการณ์หลายด้าน นอกจากความรู้ด้านไอซีที ยังต้องมีความรู้ด้าน Social Science, Service Science และ Operation Research เพื่อช่วยออกแบบและพัฒนา apps ที่ทำงานในเชิงปฏิสัมพันธ์ นำไปสู่การสร้างคุณค่าและความพึงพอใจแก่ลูกค้าที่แท้จริง

3.         อินเทอร์เน็ตของทุกสิ่งทุกอย่าง (The Internet of Everything)
Gartner ขยายความหมายของคำว่า “Internet of Things” ที่คนส่วนใหญ่ใช้กัน ให้เป็น “Internet of Everything” โดยความหมายเดิม คือ “Things” นั้นครอบคลุมสินทรัพย์ทางกายภาพ เช่นอุปกรณ์ เครื่องใช้ เช่นรถยนต์ เครื่องเล่นโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ เช่นกล่องบรรจุอาหาร ฯลฯ อุปกรณ์ Sensors และ RFID เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Things เหล่านี้สื่อสารข้อมูลกับโลกภายนอกผ่านอินเทอร์เน็ตได้  สำหรับ “Everything” นั้น Gartner ให้รวมถึง คน (People) ข้อมูลข่าวสาร (Information) และ สถานที่ (Places) ด้วย Gartner พยากรณ์ว่า จากนี้ไป ความสามารถในการ Digitize ทุกสิ่งทุกอย่าง (Everything) ทำให้เกิดตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่าง (Avatar) ในรูปข้อมูลดิจิตอลที่จะขยายผลการทำกิจกรรมให้กว้างขวางขึ้น และเปลี่ยนรูปแบบพื้นฐาน (Basic model) การทำธุรกิจใน 4 ด้าน คือ 1) การบริหารจัดการ--Manage 2) การสร้างรายได้--Monetize  3) การปฏิบัติงานและดำเนินงาน—Operate  และ 4) การขยายผลไปในมิติใหม่ ๆ—Extend
Gartner บอกว่าถึงแม้ธุรกิจและองค์กรส่วนใหญ่จะเริ่มตระหนักถึงความสามารถของอินเทอร์เน็ต รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น แต่องค์กรทั่วไป แม้แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเองก็ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาทำความเข้าใจถึงแนวโน้มที่กล่าว และยังไม่พร้อมที่จะดำเนินการตามแนวคิดของ Internet of Everything ได้ทันที 
การพยากรณ์ของ Gartner ข้อนี้ สอดคล้องกับความเห็นของนักคิดและนักวิชาการหลายท่านก่อนหน้านี้ว่า การพัฒนาอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้คนเราเข้าสู่ยุคที่ทำธุรกรรมบนโลกสอง 2 ใบ โลกใบแรกคือโลกทางกายภาพที่พวกเราคุ้นเคยกัน เหมาะสำหรับการทำธุรกรรมที่อาศัยคนและทรัพยากรที่มีกายภาพ เหมาะสำหรับการทำธุรกิจที่เป็น Transactional-based คือซื้อสินค้าและบริการในรูปการแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ (Value in-exchange) โลกใบที่สองนั้น เป็นโลกไม่มีรูปแบบ หรือ อกายภาพ ซึ่งก็คือ Cyber world นั่นเอง โลกใบที่สองนี้ เหมาะสำหรับทำธุรกรรมที่อาศัยความสัมพันธ์ (Relationship) เป็นการทำธุรกรรมที่อาศัยความรู้และข้อมูลเป็นหลัก การ Digitize ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกกายภาพ แล้วส่งข้อมูลดิจิตอลมาขยายผลในเชิงความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดคุณค่าต่อบนโลกใบที่สอง ความคิด Abstract นี้ นำไปสู่การพัฒนากรอบแนวคิดการทำธุรกิจใหม่ ทำให้เกิด Frame of reference ของการทำธุรกิจใหม่ที่ยังต้องมีการศึกษาและคิดค้นวิธีการที่เหมาะสมอีกมาก

4.         คลาวด์ลูกผสมกับโบรกเกอร์บริการไอที (Hybrid Cloud and IT as Service Broker)
ก่อนอื่นต้องแยกแยะระหว่างศัพท์สองคำนี้ Personal Cloud และ Private Cloud เมื่อแปลเป็นไทย Personal หมายถึง “ส่วนบุคคล” ในขณะที่ Private หมายถึง “ส่วนตัว” ศัพท์ทั้งสองมีความหมายเหมือนกัน คือ “เฉพาะตัว”  แต่สำหรับคำภาษาอังกฤษ เมื่อใช้ในบริบทของ Cloud เช่น Personal Cloud และ Private Cloud สื่อความหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ Personal Cloud สื่อความหมายถึงคลาวด์ที่ใช้เฉพาะตัวบุคคล เช่นคลาวด์ของผม มีไว้เก็บข้อมูลส่วนตัวของผม ซึ่งผมจะให้คนอื่นมาใช้ด้วยหรือไม่ก็ได้ Personal Cloud ไม่จำเป็นต้องใช้บริการจากศูนย์ภายนอก อย่างเช่น Dropbox  ในขณะนี้มีผู้ผลิตเครื่องเฉพาะให้เราใช้เป็น Personal Cloud ในราคาถูกมากระดับหลายพันบาทจนถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่ที่ขนาดความจุของหน่วยบันทึกข้อมูล เมื่อต่ออุปกรณ์ที่กล่าวเข้ากับอินเทอร์เน็ตในบ้านหรือในสำนักงาน เราก็จะได้ระบบ Personal Cloud ที่เราเป็นเจ้าของและดูแลเอง   ในกรณีเราใช้ระบบ Personal Cloud ของเราเองเก็บข้อมูลเหมือนกับใช้บริการภายนอกเช่น Dropbox   
สำหรับ PrivateCloud นั้น เป็นการบริการคลาวด์เต็มรูปแบบ มีทั้งบริการ IaaS, PaaS และSaaS  มีทั้ง InternalPrivate Cloud ที่เป็นศูนย์บริการของเราเอง และ ExternalPrivate Cloud เป็นการใช้บริการจากศูนย์บริการภายนอก
Gartner พยากรณ์ว่าองค์กรที่เริ่มด้วยบริการ Personal Cloud และ Private Cloud จากศูนย์บริการภายนอก สุดท้ายจะลงเอยด้วย Hybrid Cloud จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนให้รอบคอบพร้อมปรับเปลี่ยนไปใช้บริการแบบลูกผสมเมื่อถึงเวลา โดยต้องคำนึงถึงเรื่องการบูรณาการ (Integration) และทำงานร่วมกันกับระบบงานอื่นได้ (Interoperability)  การผสมระบบงานให้ทำงานในสภาพแวดล้อมของ Hybrid cloud นั้นทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับบริบทหรือเหตุการณ์ของธุรกิจ การผสมผสานกันนั้นเป็นการผสมทรัพยากรไอซีทีเพื่อทำงานร่วมกันในสภาวการณ์หนึ่ง  ๆ ทรัพยากรมีทั้ง Software services และข้อมูลด้วย ทั้งส่วนจากศูนย์คอมพิวเตอร์ขององค์กรเอง (Private cloud) และจากศูนย์บริการภายนอก (Public cloud) ตามคำพยากรณ์ของ Gartner การผสมให้ทำงานแบบ Hybrid cloud มี 4 แบบ
1.          การผสมแบบคงที่ (Static Composition)  หมายถึงการแบ่งหน้าที่ระหว่าง Private cloud และ Public cloud ชัดเจน และแน่นอน เช่นในกระบวนการจำหน่ายสินค้าแบบ End-to-end ตั้งแต่สั่งซื้อจนส่งมอบสินค้าและชำระเงิน ส่วนที่ให้บริการค้นหาสินค้า และตรวจสอบราคา รวมทั้งการสั่งซื้อ กำหนดให้ทำผ่าน Public cloud แต่งานด้าน Fulfillment ทั้งหมดให้ทำจากภายใน Private Cloud เป็นต้น
2.           การผสมแบบตามเหตุการณ์ (Event Composition)  ในกรณีนี้ การแบ่งหน้าที่ระหว่าง Private cloud และ Private cloud จะขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เช่น ในกรณีเตรียมตัวเพื่อป้องกันการหยุดชะงักอันเกิดจากภายพิบัติ ได้กำหนดว่า งานปกติที่ทำงานอยู่กับ Private Cloud นั้นให้เพิ่มกระบวนการทำ Backup และพร้อมที่จะกู้คืนจาก Hybrid cloud ได้
3.          การผสมที่คำนึงถึงความเหมาะสมกับการใช้งาน (Deployment composition)  ความเหมาะสมในที่นี้ เป็นความเหมาะสมในเชิงเทคนิคด้าน System deployment เช่น เราอาจกำหนดให้ระบบงานประมวลผลการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าต่างประเทศไป Deploy หรือทำงานบน Public cloud ในต่างประเทศ ในขณะที่ระบบงานสั่งซื้อจากลูกค้าภายในประเทศให้ Deploy จาก Private cloud ในประเทศ  หรือในกรณีที่ธุรกิจมีปริมาณงานที่เพิ่มลดตามฤดูกาล เช่นการสั่งซื้อจากต่างประเทศในเทศกาลคริสต์มาส อาจส่งไปประมวลผลกับ Public cloud ในประเทศจีน ซึ่งมีระบบไอซีทีขนาดใหญ่ แต่มีงานไม่มากในช่วงเทศกาลคริสต์มาสเหมือนประเทศในแถบอเมริกาหรือยุโรป
4.          การผสมสำหรับงานที่ไดนามิก (Dynamic composition)  งานบางประเภทอาจมีปริมาณงานและข้อมูลที่ขึ้นลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นกรณีที่ธุรกิจจัดรายการพิเศษ แนะนำสินค้าใหม่ มีรายการลดราคาแจกแถม ซึ่งไม่ใช่เป็นธุรกิจปกติ เหตุการณ์เช่นนี้ ประมาณงานและข้อมูลมีเกินกว่าที่ระบบงานใน Private cloud จะรองรับได้  เนื่องจากองค์กรที่ใช้ Private cloud มักจะจัดเตรียมทรัพยากรไอซีทีให้เพียงพอกับงานแบบปกติ ในกรณีนี้จำเป็นต้องใช้บริการจาก Public cloud เป็นตัวเสริมในช่วงที่มีปริมาณงานมากเกินปกติ  ศัพท์เทคนิคใช้คำว่า “Cloudbursting” สื่อความหมายว่า ปริมาณงานและข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นช่วง ๆ โดยระบบงานถูกออกแบบให้มีความสามารถเฝ้าระวัง และประเมินความต้องการการใช้ทรัพยากรไอซีทีในแต่ละขณะเพื่อปรับลดหรือเพิ่มปริมาณทรัพยากรไอซีทีที่ต้องใช้บริการเพิ่มโดยอาศัย Public cloud เป็นระบบเสริมได้

การผสมบริการ Private cloud และ Public cloud ทั้ง 4 แบบที่กล่าวเป็นเรื่องทางเทคนิคและที่ไม่ใช่เทคนิคที่สลับซับซ้อนพอสมควร ต้องอาศัยทักษะหลาย ๆ ด้าน ทั้งความรู้เกี่ยวกับการทำงานของคลาวด์ มีความรอบรู้เกี่ยวกับข้อเสนอและเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย มีความรู้ด้านออกแบบระบบซอฟต์แวร์และการจัดการฐานข้อมูลในสภาวะการทำงานแบบคลาวด์คอมพิวติง รวมทั้งแง่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการคลาวด์ และอื่น ๆ อีกมาก โดยสรุป ผู้ใช้บริการคลาวด์ต้องมีความรู้และทักษะในด้าน 1) กำหนดคุณลักษณะของคลาวด์และการจัดซื้อจัดหาบริการคลาวด์ทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ  2) สามารถออกแบบหรือดำเนินการบูรณาการระบบงานที่จะทำงานในสภาวะของ Hybrid cloud โดยต้องคำนึงถึงมาตรฐานข้อมูล มาตรฐานการเชื่อมโยงระหว่างระบบซอฟต์แวร์ (Software services) ตลอดจนมาตรฐานการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบงานที่เกี่ยวข้องข้ามระบบคลาวด์ของศูนย์บริการที่แตกต่างกัน และ 3) มีทักษะในด้านปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ให้เหมาะกับการทำงานกับคลาวด์  ซึ่งทั้งหมดนี้ รวมทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยในการใช้ระบบงานแบบลูกผสม ถ้าไม่ได้อยู่ในการดูแลของคนที่มีประสบการณ์ ก็จะเกิดปัญหาที่รุนแรงได้ทุกเมื่อ
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น Gartner จึงพยากาณ์ว่า ในยุคของคลาวด์คอมพิวติง ผู้ใช้จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชียวชาญในด้านบริการคลาวด์ ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ในสายอาชีพบริการไอซีทีที่เรียกว่า “Cloud Service Broker (CSB)” หรือโบรกเกอร์บริการคลาวด์ บุคคลผู้นี้มีหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ ทำหน้าที่เป็นคนกลาง (intermediary) มีหน้าที่หลัก ๆ คือ 

1) บริการในด้าน Aggregation ซึ่งหมายถึงการแนะนำวิธีสร้างสถาปัตยกรรมระบบคลาวด์ ประกอบด้วยผู้ให้บริการคลาวด์หลาย ๆ รายตามความจำเป็นและตามลักษณะงาน เพื่อให้ระบบงานทำงานอยู่กับคลาวด์หลาย ๆ ระบบ ทั้ง Private cloud และ Public cloud ผสมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมั่นคง
2) ช่วยเหลือด้านบูรณาการระบบงาน (Integration) ทั้งระบบงานภายในและระบบงานภายนอกองค์กร บ่อยครั้งการบูรณาการ (Integration) นำไปสู่การออกแบบระบบฐานข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างระบบงานหลาย ๆ ระบบ โดยเฉพาะระบบงานของคู่ค้าที่มีมาตรฐานที่แตกต่างกัน
3) ช่วยเหลือในด้านปรับปรุงแก้ไขโปรแกรม (Customization) บ่อยครั้ง ระบบซอฟต์แวร์ต้องได้การปรับปรุงหรือพัฒนาใหม่ให้เหมาะกับงานในสภาวการณ์ของคลาวด์คอมพิวติง

5.         Cloud/Client Architecture
Gartner มองว่าสถาปัตยกรรมของระบบงานที่ประกอบขึ้นด้วยลูกข่าย (Client) และมีคลาวด์ (Cloud) เป็นแม่ข่ายนั้นยังไม่สามารถขีดเส้นแบ่งชัดเจนแน่นอนว่าอะไรควรเป็นงานของลูกข่าย และอะไรควรเป็นของแม่ข่าย ซึ่งเป็นปัญหาเดิมที่เคยพบในสถาปัตยกรรม Client/Server ในอดีต โดยปกติระบบลูกข่ายเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานกับอุปกรณ์ผ่านอินเทอร์เน็ต รวมเครื่องทั้งพีซี แล็ปท๊อป และอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ ในขณะที่เครื่องแม่ข่ายมีกลุ่มซอฟต์แวร์ทำหน้าที่ให้บริการประมวลผล (Software Services) บนคลาวด์แพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่นมาก หมายความว่าตัวซอฟต์แวร์บริการนั้นจะทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ชุดใดก็ได้ที่เชื่อมโยงอยู่กับคลาวด์แพลตฟอร์ม และจะใช้ทรัพยากรไอทีมากน้อยตามความจำเป็น (Elastically scalable) ในกรณีนี้ คลาวด์ทำหน้าที่เป็นจุดควบคุมการทำงานทั้งระบบ โดยมีระบบงานและระบบข้อมูลกระจายอยู่กับอุปกรณ์พกพาของลูกข่ายหลาย ๆ จุดหรือหลาย ๆ ชุดได้  ปัจจุบันนี้ระบบซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่บนเครื่องลูกข่ายมีทั้งซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นเฉพาะอุปกรณ์ (Native application) ใช้แพลตฟอร์มเช่น Android หรือ IOS (Native apps) และซอฟต์แวร์ที่เขียนเพื่อทำงานผ่านบราวเซอร์ (Browser)  แต่เนื่องจากบราวเซอร์ทุกวันนี้จะมีความสามารถมาก จึงกลายเป็นทางเลือกว่างานส่วนไหนควรอยู่กับบราวเซอร์บนเครื่องพกพา หรือควรอยู่กับ Server บนคลาวด์  ทั้งสองทางเลือกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเลือกให้เครื่องลูกข่ายทำงานมากขึ้น ทั้งการประมวลผลและการเก็บรักษาข้อมูลบางส่วน จะสามารถลดค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตและช่องความถี่  ในขณะเดียวกันจะใช้ทรัพยากรด้านคลาวด์น้อยลงด้วย   แต่เมื่ออุปกรณ์พกพาที่เป็นเครื่องลูกข่ายทำงานมากขึ้น ความสลับซับซ้อนของงานที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของธุรกิจจะเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ต้องกลับมาเพิ่งพาทรัพยากรด้านฝั่งคลาวด์เพิ่มขึ้นเหมือนเดิม จึงเห็นได้ว่า การออกแบบระบบซอฟต์แวร์ให้เกิดความสมดุลในหน้าที่ระหว่างเครื่องลูกข่ายกับคลาวด์ (Cloud/Client architecture)  จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถขีดเส้นแบ่งได้ชัดเจน ยังต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะเลือกแบ่งหน้าที่ระหว่าง Cloud/Client อย่างเหมาะสม

ยังมีอีก 5 เรื่องที่น่าสนใจ ประกอบด้วย 1) The Era of Personal Cloud  2) Software Defined Anything  3) Web-Scale IT  4) Smart Machines และ 5) 3-D Printing  ขอยกยอดไปคุยกันต่อคราวหน้าครับ

Sunday, October 20, 2013

นวัตกรรมบริการ Method, Model and Tool ตอนที่ 2



ในตอนที่ 1 ได้พูดถึงความหมายและหลักการของนวัตกรรมบริการ  และต้องการใช้นวัตกรรมบริการด้านการศึกษาเป็นตัวอย่าง  แต่ก่อนอื่นขอปูพื้นฐานประเด็นปัญหาเกี่ยวกับด้านการศึกษาที่ต้องการแก้ด้วยนวัตกรรมบริการให้เข้าใจเสียก่อนในตอนที่ 2 นี้ ในตอนต่อไปจึงจะเข้าถึงเรื่อง How to

ICT-based Service Pedagogical Practices กับการศึกษายุคใหม่
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษาเผยว่า ในปัจจุบันคนไทยใช้เครื่องโทรศัพท์มือถือสูงถึง 110% ของประชากร คือประมาณ 80 ล้านเครื่อง และในจำนวนนี้ ร้อยละ 60 เป็นเครื่องแบบสมาร์ทโฟนที่ทำงานกับอินเทอร์เน็ตได้  ประธานกรรมการบริษัท Google,  Eric Schmidt กล่าวในหนังสือเรื่อง “The New Digital Age” ว่า ในปี 2013 ประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ในขณะที่จำนวนเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานสูงถึงกว่า 6 พันล้านเครื่อง ถ้าอัตราขยายตัวของการใช้ระบบสื่อสารไร้สายดำเนินต่อในอัตราสูงเช่นปัจจุบัน ส่วนใหญ่ของประชากรโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 8 พันล้านคนในปี 2025 จะเชื่อมโยงกันได้แบบออนไลน์ทั้งหมด  คงไม่ยากที่จะเห็นว่าเยาวชนที่จะเรียนจบและพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงเวลานั้นคงไม่ใช้วิธีหางานที่ผ่านการสมัครและสัมภาษณ์ตามขั้นตอนที่เราใช้กันในทุกวันนี้ ความต้องการตลาดแรงงานในวันข้างหน้าคงจะอาศัยทักษะและสมรรถนะแบบใหม่ที่เน้นนวัตกรรมและความสามารถสร้างคุณค่าและตอบโจทย์จริงของลูกค้าได้ ความสามารถเชื่อมต่อกันในหมู่คนจำนวนมากด้วยระบบสื่อสารไร้สายกำลังเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราเคยคุ้นเคยกัน ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่ถึง 20 ปี เรามีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารครั้งใหญ่ จากระบบโทรศัพท์ มาเป็นระบบอินเทอร์เน็ตและอีเมล์ และในทุกวันนี้ เป็นระบบเครือข่ายสังคม (Social network) คงไม่มีใครกล้าโต้แย้งว่า จากนี้ไปเทคโนโลยี ความรู้และสารสนเทศจะพัฒนารวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจใหม่

การศึกษาที่มีภาวะต่อเนื่อง (Educational Continuum) และการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education)

         การศึกษาที่มีภาวะต่อเนื่อง (Educational Continuum) ถือได้ว่าเป็นกระบวนการเรียนการสอน  (Process หรือ Pedagogy) ที่จะทำให้เกิดการเรียนต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน การเรียนที่มีภาวะต่อเนื่องนอกจากจากเรียนเพื่อความรู้ ยังต้องเรียนเพื่อสร้างทักษะประเภท Soft skill ด้วย เช่นเรื่องเกี่ยวกับทักษะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคน ความสามารถวิเคราะห์และเข้าใจเหตุและผล ความสามารถในการสื่อสาร ที่สำคัญความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และทักษะในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  การศึกษาที่มีภาวะต่อเนื่องมีคุณลักษณะในเชิงการเรียนรู้ 5 ประการดังนี้

1)         อาศัยไอซีทีเพื่อการเรียนการสอน  ผู้เรียนทุกวันนี้มีอุปกรณ์ไอทีอยู่รอบตัว ทั้งเครื่องโทรศัพท์มือถือและเครื่องแท็บเล็ต  รวมทั้งอยู่ภายในสภาวะที่แวดล้อมด้วยระบบสื่อสารไร้สายและมีสายที่พร้อมเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเรียนการสอนจึงอาศัยไอซีทีเป็นพื้นฐาน
2)         การเรียนเน้นให้ได้คุณค่า (Value) แก่ผู้เรียน คือเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centrality) เป็นเรื่องการเรียนการสอนที่เป็น  Personalized learning หรือออกแบบการเรียนการสอนด้วยกระบวนการที่เป็น Personalization in Pedagogy จะเรียกอะไรก็แล้วแต่  แนวการสอนใหม่จะต้องออกแบบให้ตรงตามความต้องการและเหมาะกับสถานภาพของผู้เรียน อาจใช้ควบคู่กับ Reflective learning ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบพินิจพิเคราะห์ จากการสะท้อนการเรียนรู้ หรือจากผลการสังเกตการณ์การเรียนของผู้เรียนแต่ละคนในแต่ช่วงเวลา ทำให้ผู้สอนสามารถปรับปรุงแผนการสอนให้เหมาะสมตามรายบุคคลได้
3)         เน้นให้ได้ผลทั้งความรู้และทักษะและสมรรถนะ  เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า เยาวชนที่จะเข้าตลาดแรงงานในวันข้างหน้าที่ไม่ห่างไกลมาก จะใช้องค์ความรู้เพื่อการแข่งขันในเวทีโลกเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป จำเป็นต้องมีสมรรถนะและ Soft skills อีกหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นการออกแบบกระบวนการเรียนการสอนจะต้องเน้นภาคปฏิบัติมากขึ้น การสอนหน้าชั้นเรียนแบบเดิมจะไม่สามารถพัฒนาคนให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดได้  บัณฑิตรุ่นใหม่จะต้องจบมาพร้อมทำงาน นายจ้างจะไม่ยอมเสียเวลาและเสียงบประมาณเพื่อฝึกบัณฑิตจบใหม่อีกต่อไป  การแข่งขันจากนี้ไปรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่จะเสียเวลาฝึกบัณฑิตจบใหม่ เพราะเป็นการเสียโอกาสที่รับไม่ได้อีกต่อไป
4)         เรียนจากทรัพยากรความรู้ที่บูรณาการจากทั่วโลก การเรียนการสอนที่จะตอบโจทย์การศึกษาที่เป็นภาวะต่อเนื่องนั้น ไม่สามารถทำได้ด้วยสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งแห่งใดโดยลำพัง  เพราะไม่มีทรัพยากรเพียงพอ จำเป็นต้องร่วมกันทำงานเป็นเครือข่ายในลักษณะ Co-production ระหว่างสถาบันและระหว่างอาจารย์ที่มีความรู้  ตัวอย่างที่ดี คือการบริการของ Coursera.org  และ edX.org
5)         เป็นการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลง  โลกที่เชื่อมโยงกันเป็นสังคมเดียวกันดังที่กล่าวข้างต้น ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป  ผู้บริโภคนับวันจะเรียกร้องบริการจากผู้ให้บริการมากขึ้น  ธุรกิจส่วนหนึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับการแข่งขันแนวใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในเชิงให้คุณค่าที่แท้จริงได้  เทคโนโลยีไอซีทีทำให้ธุรกิจสามารถสร้างนวัตกรรมบริการรูปแบบใหม่ ๆ เป็นการสร้างศักยภาพการแข่งขันด้วยบริการที่ช่วยสร้างคุณค่าให้ลูกค้าที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก นักการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบหลักสูตรแบบสหวิทยาการ สามารถพัฒนาบัณฑิตเพื่อรองรับเศรษฐกิจบริการของศตวรรษใหม่นี้ได้
สำหรับการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education) นั้น เป็นผล หรือเป้าหมาย หรือ Outcome ที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนให้ครบคุณสมบัติทั้งความรู้ด้านต่าง ๆ ทักษะและสมรรถนะที่ผู้เรียนควรจะมีครบถ้วน ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสังคมยุคใหม่  Holistic Education หรือการศึกษาแบบองค์รวม อาจหมายถึงการพัฒนานักเรียนในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่สอนให้มีประสบการณ์ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม จนไปถึงการพัฒนาอาชีพ  และกระทำตัวให้เป็นผลเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะจะถูกพัฒนาไม่เพียงจากการศึกษาในระบบ จากประถมสู่การเรียนในระดับสูง แต่รวมทั้งการศึกษานอกระบบที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ เป็นระยะ ๆ ไปตลอดชีวิตการทำงาน เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณค่าในสังคมอย่างที่ควรเป็น โดยอาศัยรูปแบบการศึกษาที่มีภาวะต่อเนื่องดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยสรุป การศึกษายุคใหม่ต้องการพัฒนาผู้เรียนนอกจากมีความรู้แล้ว ยังให้มีคุณลักษณะเป็นองค์รวมประกอบด้วยอย่างน้อยดังต่อไปนี้

1)         สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสมในสังคมยุคใหม่
2)         สามารถวางแผนเพื่อพัฒนาตนเอง และเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้
3)         มีทักษะในการสร้างนวัตกรรมและสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยปัญญาอย่างชาญฉลาด
4)         อาศัยทักษะในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบด้านได้
5)         สามารถปรับปรุงตัวเองด้วยการใช้วิธีเรียนรู้แบบ Reflective learning
6)         มีทักษะในด้านการสื่อสารทั้งการเขียนและการสนทนา
7)         สามารถใช้ไอซีทีและสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์

คณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ) ในลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือ ตามประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ บังคับให้สถาบันอุดมศึกษาจากนี้ไป นอกจากการสอนเพื่อให้นักศึกษามีความรู้แล้ว ยังต้องสอนสมรรถนะด้าน คุณธรรม จริยธรรม ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแนวโน้มเชิงความคิดเหมือนกันว่า จากนี้ไป การพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้อย่างเดียวจะไม่พอที่จะทำให้สามารถแข่งขันอย่างยั่งยืนในสังคมใหม่ได้ ต้องฝึกทักษะด้าน Soft skills อีกหลาย ๆ เรื่อง ที่สถาบันการศึกษาจะต้องวางแผนการสอนเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้รับการพัฒนาในรูป Holistic Education เพื่อเกิดความพร้อมที่จะดำเนินชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้าด้วยความมั่นใจ

แนวคิดของวิทยาการบริการเพื่อสนับสนุนการศึกษาแบบต่อเนื่องและเป็นองค์รวม
เพื่อดำเนินการให้ได้ผลตามที่กล่าว นักการศึกษาต้องสามารถสร้างนวัตกรรมด้านบริการการศึกษาตามวิสัยทัศน์ของการศึกษาในภาวะต่อเนื่อง (Education Continuum) ประกอบด้วย 

1)         ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่รอบตัวเป็นตัวสนับสนุนการศึกษา
2)         ออกแบบกระบวนการเรียนการสอน (Pedagogy) โดยเน้น Personalized learning เป็นหลัก หรือมีลักษณะเป็น Student Centrality
3)         ให้ผลทั้งการพัฒนาองค์ความรู้และฝึกทักษะด้าน Soft skills
4)         หาวิธีการบูรณาการทรัพยากรด้านการเรียนการสอน ประกอบด้วย Learning contents และ Learning tools รวมทั้ง shared information ที่เกี่ยวข้องจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนสร้างคุณค่าให้ตนเองอย่างเต็มที่ได้
5)         เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจเพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม และ Real sectors ที่มีพลวัตสูงมากอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำธุรกิจในศตวรรษใหม่นี้

แนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ได้ผลดังที่กล่าวข้างต้น คือการใช้กรอบความคิดของวิทยาการบริการ (Service Science) เจตนาหลัก ๆ ของวิทยาการบริการ คือเป็นวิทยาการที่เน้นการสร้างนวัตกรรมบริการอย่างเป็นระบบ (Systematic approach to service innovation) ภายใต้แนวคิดของวิทยาการบริการ การศึกษาไม่ใช่เป็นบริการอย่างที่เคยเข้าใจ  บริการการศึกษาแบบดั่งเดิมให้ความสำคัญที่หน่วยของผลผลิต เหมือนกับการผลิตสินค้าทั่วไป เช่น จำนวนหน่วยกิต  หรือจำนวนบัณฑิตที่เรียนจบ  แต่คำว่า “บริการการศึกษา” ตามแนวคิดของวิทยาการบริการ เป็นการใช้สติปัญญา ความรู้ และทักษะเพื่อทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ในที่นี้คือนักศึกษา   “บริการการศึกษา” ในบริบทใหม่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า (Value)” ที่ผู้เรียนจะได้จริง  ผู้เรียนจะมีความรู้และทักษะพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานและสร้างความก้าวหน้าให้ตนเองและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ตามความถนัดของแต่ละคน  ความคิดใหม่นี้ไม่ต่างกับภาคธุรกิจที่เริ่มให้ความสำคัญที่คุณค่าที่ลูกค้าเพิ่งได้รับจากตัวสินค้า ไม่เพียงแค่ได้กรรมสิทธิ์ในตัวสินค้าเท่านั้น  ดังที่นักเศรษฐศาสตร์ Theodore Levitt  เคยกล่าวว่า “ที่จริงเราไม่ต้องการเป็นเจ้าของเครื่องสว่านเจาะรู แต่เราต้องการรูบนกำแพงเพื่อไว้แขวงรูปภาพ”   นักการศึกษาสมัยใหม่ก็เช่นกัน ต้องยอมรับในความคิดว่า บัณฑิตที่เรียนจบหลักสูตร ไม่เพียงแค่ต้องการปริญญาเท่านั้น  แต่ต้องการความรู้และทักษะที่ตลาดต้องการ ที่จะช่วยให้สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้จริง  ความแตกต่างระหว่างการบริการการศึกษาแบบเดิมกับแบบตามแนวคิดของวิทยาการบริการ อยู่ที่แบบเก่าเน้นผลในเชิงปริมาณของผลผลิต แต่ความคิดใหม่จะให้ความสำคัญกับคุณค่า ด้วยกระบวนการสร้างคุณค่า (Value Creation) ดังนั้น แนวคิดของวิทยาการบริการจึงถูกนำมาใช้สนับสนุนพัฒนาการศึกษาโดยเน้นการสร้างคุณค่าด้วยหลักวิธีของ Co-creation และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนการสร้างคุณค่า (Value network)

1.          การสร้างคุณค่าร่วมกัน (Co-creation of value)
ตามแนวคิดของวิทยาการบริการ คุณค่าจะเกิดแก่ผู้เรียนได้นั้น ผู้เรียนจะต้องสร้างขึ้นเอง โดยมีอาจารย์และผู้อื่นให้การสนับสนุน  แต่คุณค่าของผู้เรียนแต่ละคนจะแตกต่างกันตามบริบท  เนื่องจากพื้นฐานความรู้ของผู้เรียนนั้นต่างกัน นอกจากนี้ ความต้องการในเชิงคุณค่าของแต่ละคนก็ยังต่างกัน ความตั้งใจเล่าเรียนก็ต่างกัน ในด้านสติปัญญาก็แตกต่างกันด้วย  ดังนั้นคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงจึงขึ้นอยู่ที่บริบท (Context) และสภาพแวดล้อมของผู้เรียนแต่ละคน  อาจารย์ผู้สอนที่ต้องสนับสนุนการสร้างคุณค่าที่แตกต่างกันตามบริบทของผู้เรียนจำนวนมากนั้นจะไม่สามารถทำเองได้โดยลำพัง  เพราะไม่มีความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) ที่หลากหลายเพียงพอที่จะตอบโจทย์ของผู้เรียนเฉพาะตัวสำหรับทุก ๆ คน   จำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรจากที่อื่น  การสร้างคุณค่าจากคนหลายคนคือความหมายของคุณค่าที่สร้างร่วมกัน (Co-creation) นั่นเอง  เมื่อเป็นเช่นนี้ การศึกษาภายใต้แนวคิดของวิทยาการ จึงเป็นการเรียนที่เน้นการสร้างคุณค่าจากแหล่งความรู้หลายแหล่ง ทั้งจากเพื่อนร่วมเรียน จากอาจารย์ภายในและภายนอกสถาบัน และกับผู้อื่นที่มีองค์ความรู้และทักษะพร้อมที่จะสนับสนุนการสร้างคุณค่าได้  อาจารย์มีหน้าที่หลักคือสร้างข้อเสนอ (Offering)  ประกอบด้วยบทเรียน เนื้อหาสาระ กำหนดกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสม และอื่น ๆ ที่นำเสนอให้ผู้เรียนแต่ละคนนำไปสร้างคุณค่าให้ตนเองได้

2.          การสร้างคุณค่าจาก Value Network
การสร้าคุณค่าร่วมกัน (Co-creation of value) เป็นการทำงานกันร่วมกันด้วยคนหลายคน ทั้งภายในสถาบันเดียวกัน หรือต่างสถาบัน เป็นการทำงานแบบเครือข่าย  เมื่อยิ่งต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนและรับรู้องค์ความรู้ใหม่ ๆ และทันสมัยให้ครบถ้วนตามแนวทางการศึกษาแบบองค์รวม ก็ยิ่งต้องมีอาจารย์ที่มีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการสร้างคุณค่ามากขึ้น ยิ่งมีคนที่เกี่ยวข้องมาก ระบบเครือข่ายเพื่อการเรียนการสอนก็จะยิ่งสลับซับซ้อนมาก ทุกวันนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสนับสนุนการสร้างเครือข่ายให้ทำงานใกล้ชิดขึ้นและสะดวกยิ่งขึ้น ความสลับซับซ้อนของเครือข่ายจึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครือข่ายไอซีทีช่วยให้เราสามารถแบ่งปันความรู้และข้อมูลได้ง่ายและสะดวก  ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสได้รับข้อเสนอเพื่อนำไปสร้างคุณค่าจากที่ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง อันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมาก  อาจารย์ผู้สอนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทให้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยแนะแนวให้มากขึ้น ทดแทนการสอนที่น้อยลง  ตามแนวคิดของวิทยาการบริการ การเรียนการสอนแบบร่วมกันสร้างคุณค่า จึงเป็นเรียนการสอนแบบเครือข่าย เรียกว่าเครือข่ายเพื่อการสร้างคุณค่า (Value Network) กลุ่มบุคคลที่มีความรู้และทรัพยากรที่มาอยู่ร่วมกันเป็นเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้เรียน เรียกว่า Value Constellation

หลักการพัฒนาการเรียนการสอนภายใต้แนวคิดของวิทยาการบริการ (Guiding Principles)
              จากแนวคิดของวิทยาการบริการที่กล่าวข้างต้น การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนเพื่อมุ่งสู่ผลที่ผู้เรียนได้คุณค่าตามบริบท และเป็นการพัฒนาความรู้และทักษะตามแบบ Holistic Education นั้น อาจารย์ผู้สอนต้องมีทักษะในการสร้างกระบวนการเชิงนวัตกรรมจากองค์ความรู้ ความชำนาญ และทรัพยากรเพื่อการเรียนอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประกอบเข้าเป็นข้อเสนอสำหรับการเรียน (Offering for learning) โดยอาศัยหลักการ หรือ Guiding Principles ดังนี้
1.          ผลการเรียนจะขึ้นอยู่กับความสามารถของอาจารย์ที่สรรหาองค์ความรู้และทรัพยากรเพื่อการเรียนอื่น ๆ มาประกอบ (Configure) ให้เป็นข้อเสนอ Offering ที่นำไปสู่การสร้างคุณค่าแก่ผู้เรียนได้

2.           ความสามารถดูดซับความรู้จะขึ้นอยู่ที่สมรรถนะของผู้เรียนที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaborative competency)
3.          ผลสัมฤทธิ์จะขึ้นอยู่ที่ความสามารถของอาจารย์ที่จะทำให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรม โดยยึดหลักการช่วยตัวเอง
4.          อาจารย์ที่เข้าใจพฤติกรรมการเรียนและภูมิหลังของนักศึกษา จะสามารถออกแบบกระบวนการเรียนที่ดีให้นักศึกษาได้
5.          การเรียนร่วมกันเป็นกลุ่ม และเป็นเครือข่ายจะได้ผลดีนั้น อาจารย์ต้องมีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย
6.          ผู้เรียนจะเป็น Co-creator of value ที่ดี และได้ผลสัมฤทธิ์ อาจารย์จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อน ช่วยแนะแนว และทำหน้าที่เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
7.          กระบวนการสร้างคุณค่าเพื่อการศึกษาจะได้ผลดีนั้น ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และมีระบบประเมินผลที่เหมาะสม

แนวคิดใหม่เพื่อการพัฒนาการศึกษาสู่ Educational Continuum และ Holistic Education นั้น ทั้งผู้บริหารสถาบันการศึกษาและคณาจารย์ต้องยอมรับว่า การศึกษาที่ดีต้องเป็นบริการภายใต้การสร้างคุณค่าร่วมกัน (Co-created learning service) และประเมินผลลัพธ์ของอาจารย์และของสถาบันจากคุณค่าของนักศึกษาที่ได้จริง ไม่ใช่วัดจากจำนวนหน่วยกิตหรือจำนวนปริญญาที่ให้ไป  ความคิดนอกกรอบนี้อาจยอมรับกันได้ยากในระยะแรก แต่หลักการของวิทยาการบริการที่ได้วางพื้นฐานไว้สำหรับนักบริหาร อย่างน้อยจะช่วยชี้แนะแนวความคิดใหม่สำหรับการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาการศึกษาโดยเน้นที่ Outcome มากกว่า Output เพื่อตอบสนองความต้องการของนักศึกษาและภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานที่มีความรู้และทักษะตรงคุณลักษณะที่ต้องการได้

เอกสารแนะนำให้อ่านเพิ่ม เรื่อง “A Service Science Perspective on Higher Education” http://www.americanprogress.org/wp-content/uploads/issues/2012/08/pdf/service_science.pdf